การ์ตูนญี่ปุ่นแนวแฟนตาซีที่โดดเด่นมาก นักอ่านส่วนใหญ่จำได้ ช่วงนี้คงไม่พ้นเบอร์เซิร์ก (เพราะมันยาวสุดๆ แล้วยังไม่จบ) เบอร์เซิร์กเป็นการ์ตูนที่มีลายเส้นเตะตามาก โดยเฉพาะเล่มแรกๆ เพราะพี่แกเล่นวาดแบบแทบไม่ใช้สกรีนโทนเลย (ดูๆ ไปคล้ายภาพสเก็ตช์) โหด เลือดสาด ตาถลน ไส้ทะลัก สมองไหล เนื้อเรื่องเนียนสุดๆ องค์ประกอบทางแฟนตาซีชัดเจน ลงตัวมาก และยังโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ช่วงหลังภาพโหดน้อยลงหน่อย แต่ดูยังไงก็ยังไม่ใช่แฟนตาซีชวนฝัน (เหตุผลนึงคือเพราะเนื้อเรื่องมันมืดมนไปหน่อย)

อ่านเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับเบอร์เซิร์ก (ถ้าเขียนเสร็จแล้วจะทำลิงค์ที่นี่)

          ในช่วงแรกๆ เบอเซิร์กดำเนินเรื่องผ่าน (สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็น) ยุโรป การแปลยังดำเนินไปได้ด้วยดีไม่มีปัญหาอะไร ต่อมาเมื่อพวกตัวเอกต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับอาณาจักรกุษาณ (ในเรื่องแปลว่าคูชาน) ก็เริ่มมีภาษาสันสกฤตทะลักเข้ามาในเนื้อเรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วผู้แปลก็จนปัญญาที่จะถอดให้เป็นภาษาไทย (เพราะเสียงในภาษาญี่ปุ่นมีเพียง 114 เสียง ซึ่งไม่พอถอดเสียงสันสกฤต) เลยปล่อยค้างไว้อย่างนั้นหลายคำ ทำให้อรรถรสของเรื่องเสียไปอย่างน่าเสียดาย

          ผมเลยมีความคิดที่จะลองเอาคำศัพท์เหล่านี้มาถอดเสียงตามหลักที่ถูกต้อง แล้วเขียนลง blog ดูครับ ต่อไปนี้เวลาอ่านเบอร์เซิร์กจะได้เพิ่มอรรถรสขึ้นอีกนิด (มั้ง) เนื่องจากเบอร์เซิร์กเล่มเก่าๆ ฝุ่นจับไปหมดแล้วผมเลยไม่แน่ใจว่ามีคำสันสกฤตคำไหนบ้างที่ผมยังไม่ถอด ใครเจอคำไหนที่ผมยังไม่ได้เขียนถึงก็ช่วยเตือนมาหน่อยแล้วกันครับ

          จะเริ่มล่ะนะครับ คำที่เป็นตัวหนาคือภาษาสันสกฤต ส่วนในวงเล็บคือการถอดเสียงตามฉบับการ์ตูน

          สิลัต (ชีรัท) ที่จริงก็ไม่ใช่คำหรอกครับ เป็นชื่อน่ะ คือคนที่ออกมาสู่กับกัซตั้งแต่ภาคยุคทอง มีท่วงท่าและอาวุธประหลาดมาก

 

 


คนที่ยืนเก๊กอยู่ตรงกลางคือสิลัต

          ปิศาจ (บิชาจา) อันนี้คนไทยคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ถามว่า อ้าว แล้วไอ้ตัวประหลาดที่ออกมาสู้กับพวกกัซตั้งแต่ต้นเรื่องนั่นไม่ใช่ปิศาจเหรอ อันนี้คนละความหมายกันครับ ถ้าว่ากันตามฝรั่งก็ต้องบอกว่าพวกนั้นมันเป็น demon คนละสายพันธุ์กัน เพราะว่ามาจากคนละตำนานกัน มีลักษณะแตกต่างกัน

          กุษาณ (คูชาน) อาณาจักรชื่อกุษาณมีจริงๆ ในประวัติศาสตร์นะครับ อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย (เมืองหลวงของอาณาจักรนี้ปัจจุบันคือเมืองเปชะวาร์ซึ่งอยู่ในปากีสถาน) แต่ในเรื่องนี้สงสัยจะเมคเอง แค่เอาชื่อและบรรยากาศแบบอินเดียมาใช้

          กนิษกะ (กนิชกะ) เป็นชื่อของกษัตริย์ที่ก่อตั้งอาณาจักรกุษาณครับ นับถือศาสนาพุทธด้วยนะ

          รากษส (รัคชาส) เป็นอสูรที่มีความสามารถแปลงร่างได้ และมีฤทธิ์มากครับ เหมือนพวกยักษ์ๆ ที่โผล่มาในรามเกียรติ์นั่นแหละ (อันที่จริงที่ในเรื่องรามเกียรติ์เรียกว่ายักษ์ ส่วนใหญ่เป็นรากษสต่างหากครับ)

 

 


ภาพรากษสในเรื่องเบอร์เซิร์ก

          มกร (มาคาล่า) หรือก็คือมังกรนั่นแหละครับ แต่เป็นมังกรแบบดั้งเดิมแบบฮินดูแบบที่เป็นพาหนะให้พระพิรุณในตำนานของฮินดู ในภาษาบาลี คำว่ามังกรแปลว่า "ผู้ส่ายปากในการจับสัตว์" ซึ่งบางครั้งในภาษาสันสกฤตหมายถึงจระเข้ได้ด้วย (จระเข้มันส่ายปากด้วยเหรอครับ? ใครมีความรู้บอกทีสิ) ต้องขออภัยด้วยครับที่ไม่มีรูป ผมหาที่สวยๆ ไม่ได้จริงๆ

          ปราณ (พลาน่า) เป็นพลังงานอย่างหนึ่งมาจากชีวิตของเราครับ เรื่องปราณนี่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่แฟนตาซีสักเท่าไหร่ ออกจะกึ่งๆ ระหว่างความเชื่อ วิทยาศาสตร์และปรัชญา คล้ายๆ "ชี่" หรือกำลังภายในของจีน

          ทุรคา (โดลก้า) เป็นภาคหนึ่งของพระอุมาเทวี ซึ่งมีลักษณะดูโหดร้ายน่ากลัวมาก เพราะเกิดมาเพื่อกำราบอสูร ชื่อของพระทุรคาแปลว่า "เข้าไปไม่ถึง" มีแปดกรและทรงอาวุธต่างๆ มีสิงโตเป็นพาหนะ (แต่เรื่องความดุร้ายน่ากลัวยังแพ้ภาค "กาลี" ซึ่งผมคาดว่าเป็นที่มาของความกลัวเมียของพระศิวะกระมัง?) สาเหตุที่ในเรื่องเอาทุรคามาพูดถึงคงเป็นเพราะเป็น "เทพคลั่ง" ที่มีหน้าที่ "กำจัดอสูร"

 

 


เจ้าแม่ทุรคา หน้าตาน่ากลัวใช้ได้เลยใช่ไหมล่ะครับ

          กุณฑลิณี (คุงดาลินี) เป็นพลังอย่างหนึ่งในทางโยคะ กระตุ้นจากจักระบริเวณก้นกบ ไหลผ่านแนวกระดูกสันหลังขึ้นไปยังกระหม่อม คำว่ากุณฑลิณีมีความหมายว่า "ขดตัวเหมือนงู" ว่ากันว่าผู้ที่สามารถกระตุ้นพลังกุณฑลิณีให้ตื่นขึ้นได้หากไม่เป็นบ้าเสียสติไปเลยเพราะธาตุไฟแตกก็จะมีอภิญญาขึ้นมา (ฟังดูคล้ายๆ ธนูในเรื่องโจโจ้เลยแฮะ ถ้าไม่ตายจะกลายเป็นผู้ใช้สแตนด์) ใครสนใจอยากมีพลังพิเศษติดต่อผมได้นะครับ ผมหาวิธีฝึกให้ได้ แต่เป็นอะไรไปไม่ขอรับผิดชอบนะ

 

 


สัญลักษณ์แทนการตื่นของพลังกุณฑลิณีครับ ต่อมาความหมายถูกเปลี่ยนไปเป็นปัญญาและการเล่นแร่แปรธาตุ แล้วก็ถูกเปลี่ยนไปอีกเป็นเภสัชและสมุนไพร

          หน้าตาคุ้นๆ มั้ยครับ? เหมือนสัญลักษณ์อะไรในเรื่องน้อ ... จริงๆ แล้วสัญลักษณ์นี้เขาเปรียบกับการเคลื่อนพลังจากจักระด้านล่างขึ้นไปถึงข้างบนครับ ขนนกแสดงให้เห็นถึงการตื่นของพลัง

          ครุฑ (การูด้า) เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วนะครับ เป็นสิ่งมีชีวิตรูปกายเหมือนครึ่งคนครึ่งนกอินทรี (อินทรีเท่านั้นนะครับ ถ้าไปเหมือนนกอื่นนี่ไม่ใช่ครุฑ) มีพละกำลังมหาศาล รวดเร็ว มีสติปัญญาเฉียบคม เป็นพาหนะของพระนารายณ์ และได้รับพรให้เป็นอมตะครับ (โดนวัชระ หรือสายฟ้าของพระอินทร์เข้าไป ขนร่วงแค่เส้นเดียวอะ คิดดูละกัน)

          ทาคะ (ดาก้า) นักบวชชายในนิกายตันตระที่ทำหน้าที่ส่งวิญญาณให้กับผู้ตาย ถ้าเป็นผู้หญิงเรียกว่าทาคินี กล่าวกันว่ามีมนตราที่ร้ายกาจมาก

 

 


ภาพทาคินี

          ปรมฤษี เซนยานีทิวะ (บารามาริชา เซนยานีไดบา) ไม่รู้ถอดเสียงถูกหรือไม่ แต่คิดว่าน่าจะใช่แหละครับ (เป็นแค่ชื่อตัวละคร)

PS หายหน้าไปนานเพราะไม่ว่างครับ จริงๆ นี่ก็ไม่ว่าง แต่อู้งานมาเขียน
PPS ในวงเล็บผมไม่รู้ว่าตรงกับฉบับหนังสือการ์ตูนหรือเปล่านะ ตอนผมอัพอยู่เล่มนั้นมันหายไปไหนก็ไม่รู้ เลยเดาๆ เอาจากที่จำได้ในหัว
PPPS หายหน้าไปนาน กลับมาอีกทีใช้ Exteen ไม่เป็นแล้วครับ ใครก็ได้สอนทำ theme หน่อย T_T
PPPPS Exteen ใช้ Ajax แล้ว เย้!

edit @ 9 Dec 2007 15:51:15 by P.S.

โชคดีเป็นของคุณผู้อ่านที่ผมโชคร้ายไม่ได้ไปดูภาพยนตร์เรื่อง "เปิงมาง" อย่างที่ตัวเองต้องการแต่กลายเป็น "Blood and Chocolate" ไปแทน ทำให้มีเรื่องมาเขียนให้ได้อ่านกันในวันนี้

เอาเรื่องย่อก่อนละกันครับ เผื่อว่าใครไม่ใช่คอหนังจะได้พอจะรู้กันว่าผมพูดเรื่องอะไร Blood and Chocolate หรือชื่อในภาษาไทยว่าเจ้าสาวพันธุ์อสูรเป็นเรื่องเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งนามวิเวียน ที่แฝงกายอาศัยอยู่กับมนุษย์ในคราบของคนธรรมดาเดินดิน แต่ในความเป็นจริงแล้วเธอคือหนึ่งในเผ่าพันธุ์ Loup Garou (อ่านว่า "ลูป การู" เป็นภาษาฝรั่งเศส หมายถึงมนุษย์หมาป่าครับ) ซึ่งในยามปกติจะมีร่างกายที่เหมือนกับมนุษย์ธรรมดา แต่หากร่างกายหลั่งเลือดเมื่อไรจะกลายร่างเป็นสุนัขป่า

วิเวียนรอดตายจากการตามล่าของมนุษย์มาอยู่กับสังคมของ Loup Garou ด้วยกัน แต่แล้ววันหนึ่งเรื่องทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อวิเวียนมีความรักกับมนุษย์คนหนึ่งซึ่งทำให้เธอต้องเลือกระหว่างวิถีชีวิตของมนุษย์หมาป่ากับมนุษย์ซึ่งมันขัดแย้งกันเหลือเกิน


ภาพโปสเตอร์หนัง Blood & Chocolate แบบที่ใช้ในต่างประเทศ


ฉบับหนังสือนิยาย

คิดว่าหลายๆ คนคงไม่รู้ว่าเรื่อง Blood and Chocolate นี้ก่อนที่จะมาเป็นหนังภาพยนตร์มันเคยเป็นหนังสือนิยายมาก่อนด้วย

แม้ว่าเนื้อเรื่องโดยทั่วๆ ไปในฉบับหนังสือกับภาพยนตร์จะตรงกัน แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันหลายจุดทีเดียว ถึงขนาดที่ว่าประเด็นของเรื่องพลิกกลับเป็นตรงข้ามเทียวครับ สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด (และไม่สปอยล์คนที่ยังไม่อ่าน) ก็คือในฉบับนิยายผู้เขียนตั้งใจจะชี้ให้เห็นว่าวิถีชีวิตของมนุษย์หมาป่ากับคนทั่วๆ ไปไม่สามารถไปด้วยกันได้ ในขณะที่ฉบับภาพยนตร์นางเอกกับพระเอกกลับได้รักกันสมใจ


ภาพปกหนังสือ Blood and Chocolate

ตำนานสุนัขป่า

รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ฉบับหนังสือจะมีมากกว่าฉบับภาพยนตร์ครับ (แหงล่ะ) แต่ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไปดูไม่รู้เรื่อง เพราะในภาพยนตร์ก็เล่าเรื่องย่อๆ ให้พอควร ซึ่งผมชอบตำนานมนุษย์หมาป่าเวอร์ชัน Blood and Chocolate นี้มาก เขาว่างี้ครับ :

พวก Loup Garoux เป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างไปจากมนุษย์ เรียกตัวเองว่า Homo lupus (โฮโมแปลว่ามนุษย์ ลูปัสแปลว่าสุนัขป่า ทั้งสองคำมาจากภาษาลาติน) พวกนี้เป็นมนุษย์ที่ได้รับอำนาจในการกลายร่างจากเทวีแห่งดวงจันทร์ ซึ่งถือเป็นพร ไม่ใช่คำสาป พวกลูป การูสามารถกลายร่างเป็นสุนัขป่าได้ดังใจ ไม่จำกัดแต่ในคืนจันทร์เพ็ญ แต่ยิ่งพระจันทร์ใกล้จะเต็มดวงมากเท่าไหร่พวกเขาก็จะยิ่งหักห้ามใจไม่ให้กลายร่างได้ยากมากขึ้นเท่านั้น และในคืนจันทร์เพ็ญ พวกเขาจำต้องกลายร่างเป็นสุนัขป่า พวกลูป การูจะไม่ยอมเผยรูปลักษณ์ของเขาให้ใครรู้เพราะกลัวว่าจะต้องสูญพันธุ์ แร่เงินจะเป็นพิษต่อกระแสเลือดของเขา แต่การจะสังหารลูป การูนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เงินเสมอไป อะไรก็ตามที่ทะลวงกระดูกสันหลังของเขาได้ก็ถือว่าใช้ได้ทั้งสิ้น

ที่จริงแล้วในฉบับหนังสือร่างที่พวกเขาแปลงนี้ก็ไม่ได้เหมือนกับสุนัขป่าแท้ๆ อย่างในหนังภาพยนตร์นัก แต่จะมีหูที่ใหญ่ และขาที่ยาวกว่าสุนัขป่าธรรมดาทั่วไป

สัญลักษณ์ที่ปรากฏในเรื่อง

ที่จริงแล้วตอนแรกที่ผมปิ๊งความคิดเรื่องจะเอา Blood & Chocolate มาพูดถึงในบล็อกเนี่ยมันก็หัวข้อนี้แหละครับ แต่ทำไมถึงเขียนถึงเรื่องอื่นไปยาวขนาดนั้นได้ก็ไม่รู้ นี่คงเป็นความขี้โม้โดยแท้

สิ่งแรกที่ทำให้ผมสะดุดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือชื่อเรื่องครับ เลือดกับช็อคโกแลต ถ้าคิดตรงๆ มันก็ไม่ค่อยจะสื่อความหมายสักเท่าไหร่ แต่ถ้าตีความมันในเชิงสัญลักษณ์แล้วก็น่าสนใจทีเดียวครับ

  • เลือด : ชีวิต, เกียรติยศ, ความต้องการ
  • การหลั่งเลือด : ความตาย
  • ช็อคโกแลต : ความรัก, การอุทิศตน

โดยปกติแล้วการตีความสัญลักษณ์พวกนี้ต้องดูที่เนื้อหาที่จะสื่อด้วยครับ สัญลักษณ์อย่างเดียวกันจึงมีได้หลายความหมายแล้วแต่บริบทของเรื่อง ในที่นี้ที่ผมยกมาเป็นความหมายที่เห็นใช้กันบ่อยๆ ซึ่งก็ต้องนำมาเลือกให้เข้ากับเรื่องอีกที ซึ่งในที่นี้ผมคิดว่า "ความรักและความตาย" น่าจะเป็นความหมายของชื่อเรื่องที่เหมาะสมที่สุด

ยังไม่โดนเท่าไหร่ใช่ไหมครับ กับแค่คำว่าเลือดและช็อคโกแลต ต่อไปนี้เป็นลิสต์ของสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในเรื่องเท่าที่ผมสังเกตเห็น

  1. หมาป่า : ความโดดเดี่ยว, ความผิดบาป
  2. ชื่อของนางเอกคือวิเวียน แปลว่า "ความคล่องแคล่ว"
  3. ชื่อของพระเอกคือไอเดน แปลว่า "ไฟ"
  4. ต่อจากข้อ 3. ไฟ : ความหวัง, อำนาจ และอีกข้อหนึ่งที่น่าสังเกตคือ สัตว์ร้ายทุกชนิดกลัวไฟ ไม่เว้นแม้แต่ ลูป การู
  5. อิงจากคำพูดของหนังช่วงหนึ่ง (ผมจำไม่ได้ชัดว่าฉากไหน)"เมื่อมีการหลั่งเลือด ลูป การูจะเผยให้เห็นถึงรูปลักษณ์ที่แท้จริง" เมื่อการหลั่งเลือดหมายถึงความตาย และหมาป่าหมายถึงบาป การที่พวกลูป การูเอามีดเฉือนตัวเองและกลายร่างในการล่าย่อมหมายถึงตัดสินใจที่จะ "ตาย" และยอมรับ "บาป" แล้ว
  6. เงิน : ความบริสุทธิ์, ศรัทธา การที่ลูป การูแพ้เงิน หมายความว่า "ศรัทธา" สามารถเอาชนะ "บาป" ได้ (ออกแนวศาสนา)
  7. อันนี้ออกแนวศาสนาเหมือนกันครับ นางเอกเจอกับ "ความหวัง" (ไอเดน) ในโบสถ์
  8. แม่น้ำ : พระจิตเจ้า, ความเงียบสงบ, สันติ, อิสรภาพ, ความปลอดภัย "ถ้าเจ้าข้ามแม่น้ำไปได้ เจ้าจะได้รับชีวิตของเจ้า" = อะไรเอ่ย?


อีกภาพหนึ่งที่เห็นปรากฏหลายครั้งในหนัง เป็นรูปปั้นของโรมูลุสกับเรมุสครับ รายละเอียดอ่านได้ที่นี่


หมดแรงแล้วครับ ขอจบตอนนี้ไว้เพียงเท่านี้ดีกว่า ใครที่ยังมีแรงก็มาลิสต์รายนามสัญลักษณ์ของเรื่องนี้ต่อจากผมทีก็แล้วกันนะ


edit @ 2007/04/26 20:18:11

ไชโย! ว่างมาอัพบล็อกแล้ว! หายหน้าหายตาไปเป็นเทอมเลยนะเนี่ย คงเป็นเพราะผมลงทะเบียนเรียนซะเต็ม 22 หน่วยกิตด้วยครับเลยไม่ว่างมาเขียนบล็อกที่นี่ให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็คุ้มล่ะ ได้ A มาครองสองตัวแล้ว นั่งรอประกาศผลวิชาต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ ^ ^

พอดีวันก่อนเพื่อนไปดูหนังมาครับ เรื่อง 300 อุเหม่! เห็นเราเป็นเอ็นไซโคลปีเดียไปซะอย่างนั้น กลับมาถามประวัติศาสตร์ใหญ่ คุยไปคุยมาเจ้าตัวถามถึงตำนานของโรมูลุส กษัตริย์องค์แรกของโรมัน

เอาสิครับ ขอมาก็จัดให้ ไปอ่านพร้อมๆ กันเลยก็แล้วกัน ^ ^


ในอัลบา ลองกา อามูลิอุสพระอนุชาของกษัตริย์นูมิทอร์ได้วางแผนชิงราชสมบัติของพระองค์ นูมิทอร์ผู้นี้เป็นราชาผู้สืบทอดบัลลังก์ต่อจากอัสคานิอุสบุตรแห่งเอเนียสผู้รอดชีวิตจากสงครามกรุงทรอย หลังจากที่ถูกอามูลิอุสยึดอำนาจแล้วก็ถูกสั่งคุมขัง

กระนั้นอามูลิอุสก็ยังไม่มั่นใจในความมั่นคงของบัลลังก์จึงส่งเรอา ซิลเวีย บุตรีของนูมิทอร์ไปยังวิหารแห่งเวสต้าเพื่อให้ถือครองพรหมจรรย์เป็นนักบวชหญิงของเทวีเวสต้า เนื่องจากอามูลิอุสต้องการให้เรอาไม่มีบุตร แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าเรอาโดนเทพมาร์ส (อะเรสของกรีก) เล่นจ้ำจี้จนตั้งครรภ์ไปเสียอย่างนั้น (บางตำราบอกว่าตอนที่มาร์สมาหานางเรอานั้น มาร์สอยู่ในคราบของสุนัขป่า) นางได้ให้กำเนิดบุตรฝาแฝดคู่หนึ่ง

แน่นอนว่าข่าวนี้สร้างความขัดเคืองให้กับอามูลิอุสอย่างแรง เขาสั่งให้จับนางเรอาฝังดินทั้งเป็น (เป็นการลงโทษนักบวชแห่งเวสต้าที่ละทิ้งพรหมจรรย์) แล้วนำตัวเด็กน้อยฝาแฝดใส่ตะกร้าไปทิ้งแม่น้ำไทเบอร์

เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีแม้แต่ตำนานเดียวที่เด็กคนใดก็ตามที่ถูกจับไปลอยทิ้งแม่น้ำจะตายตามที่ตัวร้ายของเรื่องต้องการ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าถ้าท่านต้องการกำจัดทายาทของศัตรูของท่านกรุณาจัดการให้ดับดิ้นเดี๋ยวนั้นเลย อย่าปล่อยให้เท้งเต้งตามยถากรรม เดี๋ยวมันรอด

ปรากฏว่าตะกร้ากลับได้รับการดูแลจากโพรวิเดนเทีย เทวีแห่งพรหมลิขิตให้ถึงฝั่งอย่างปลอดภัย (บางตำนานก็ว่าเป็นไทเบอรินุส เทพประจำแม่น้ำไทเบอร์) และได้รับการเลี้ยงดูจากนางสุนัขป่าตัวหนึ่ง (นัยว่าเป็นเมาคลีไปเสียแล้ว) ภายหลังจึงมีคนเลี้ยงแกะนามฟาอุสตูลุสมาพบเข้า แล้วพากลับไปเลี้ยงดูประหนึ่งลูกแท้ๆ ของตนที่บ้าน

ฟาอุสตูลุสและภรรยานามแอคคา ลาเรนเทียได้ตั้งชื่อให้กับฝาแฝดทั้งสองว่าโรมูลุส และเรมุส

ครั้นเมื่อเจริญวัยขึ้นสองพี่น้องก็ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกกลับเข้าสู่อัลบา ลองกา สังหารราชาอามูลุสและคืนบัลลังก์ให้แก่นูมิทอร์อีกครั้ง

โรมูลุสและเรมุสเดินทางกลับไปยังสถานที่ที่ตนได้รับการเลี้ยงดูจากนางสุนัขป่าอีกครั้งแล้วสร้างเมืองขึ้นที่นั่น แต่ทั้งสองกลับทะเลาะกันถึงตำแหน่งที่ตั้งของปราสาทและกำแพงเมือง ในขณะที่โรมูลุสต้องการจะสร้างกำแพงบนเนินพาลาทีน เรมุสกลับต้องการจะสร้างกำแพงบนเนินอาเวนทีนซึ่งมียุทธภูมิที่ดีกว่า ทั้งสองตกลงกันไม่ได้จนในที่สุดโรมูลุสก็ลงมือสังหารเรมุสด้วยมือของตนเอง

โรมูลุสสร้างเมืองของตัวเองต่อไปจนเสร็จและขนานนามมันว่าโรมตามชื่อของตน เขาสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกแห่งอาณาจักรโรม ซึ่งมีประชากรอพยพเข้ามาเรื่อยๆ จนเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา


รูปสลักนี้ด้านล่างจะเห็นพี่น้องฝาแฝดดื่มนมแม่สุนัขป่าอยู่ครับ


edit @ 2007/03/18 20:20:45

Favourites