บล็อกนี้อยู่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution Non-Commercial No-Derivative 3.0 License

สารภาพตามตรงว่าหลังฝ่ามรสุมโปรเจ็คต์จบ ผมก็หมดแรงบันดาลใจจะเขียนเรื่องแฟนตาซีต่อครับ บล็อกนี้จึงถูกปล่อยให้รกร้างเช่นนี้ แต่แล้วเมื่อผมได้รู้จักเกมอาร์ตๆ จิตหลอนเกมหนึ่ง มันกลับเป็นแรงกระตุ้นให้ผมต้องกลับมาอัพบล็อกนี้อีกครั้ง


 

หนูน้อยหมวกแดงทั้ง 6
หนูน้อยหมวกแดงทั้ง 6 

The Path เป็นเกมที่น่าสนใจมาก เกมนี้ไม่มีฉากแอคชั่นซับซ้อน กราฟฟิคไม่ได้ดีเด่นอะไร เกมเพลย์ก็ธรรมดามากๆ จนหลายคนพากันเบื่อว่าจะเล่นไปทำไม แต่ปมของตัวละครแต่ละตัวนั้นกลับลุ่มลึก และมีอะไรมากมายให้คุณเก็บไปคิดมากกว่าเวลา 6 ชั่วโมงที่เอามาเล่นเกมเสียอีก

The Path เป็นเกมสยองขวัญขนาดสั้นซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดงเวอร์ชันเก่า (ซึ่งจบแบบโหด ไม่มีนายพรานมาช่วย) โดยให้ผู้เล่นเลือกหนูน้อย 1 ใน 6 คนมาปฏิบัติภารกิจในการเดินทางไปบ้านคุณยาย เกมนี้แฝงสัจธรรมไว้เยอะมาก แต่เป็นในเชิงอุปมาอุปไมย จึงไม่แปลกหากคนที่เล่นจะรู้สึกว่าเป็นเกมที่ไร้จุดหมายโดยสิ้นเชิงและ "เล่นไม่รู้เรื่อง" 

The Path
เริ่มต้นการเดินทาง

ผู้สร้างกล่าวไว้ว่าเกมนี้เป็น "a game about growing up" นั่นหมายความว่าทั้งหมดที่คุณเจอในเกมสื่อถึงการเติบโตขึ้นจากการเป็นเด็กไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ทั้งสิ้น นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้สร้างส่งหนูน้อยหมวกแดงมาให้คุณถึง 6 วัยด้วยกัน นั่นคือ 9 ปี, 11 ปี, 13 ปี, 15 ปี, 17 ปี และ 19 ปี

ข้อความสีแดงต่อจากนี้หมายถึงสิ่งที่ผมตีความจากการเล่นเกม

เมื่อคุณเริ่มเล่นเกม คุณจะอยู่บนถนนที่จะนำทางคุณไปสู่บ้านของคุณยายซึ่งอยู่สุดปลายของถนน แต่ถ้าคุณตรงไปยังบ้านของคุณยายทันทีภารกิจจะจบลงแบบ Failure และเกมจะไม่ถือว่าคุณผ่าน chapter นั้นๆ ทำไมล่ะ? ผู้สร้างบอกใบ้คุณแต่แรกแล้วว่านี่เป็นเกมของการเติบโตขึ้น การที่บ้านของคุณยายอยู่บนปลายถนนนั้นสื่อให้เห็นว่านั่นคือปลายทางของช่วงชีวิต การที่คุณมุ่งไปยังปลายทางโดยที่ไม่เรียนรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกเลยจะเรียกว่าคุณโตเป็นผู้ใหญ่ได้จริงๆ หรือ? ไม่หรอก นั่นไม่ใช่การใช้ชีวิตเลย

The Path
ในป่าแบบนี้มีสนามเด็กเล่นได้ไง? มันเป็นแค่สัญลักษณ์ 

สิ่งที่คุณต้องทำคือเดินออกไปจากเส้นทางซะ เข้าป่าไปแล้วตระเวณให้ทั่ว คุณจะพบกับไอเท็มต่างๆ สถานที่ต่างๆ ซึ่งจะทำให้คุณเห็นถึงบุคลิกและปมภายในจิตใจตัวละครที่คุณเล่น คุณจะต้องพบกับหมาป่า แน่ล่ะ นั่นอาจเป็นเรื่องที่อันตราย คุณอาจต้องพบกับความเจ็บปวด แต่ไม่ใช่ผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวดดอกหรือที่ทำให้คนเราเติบโตขึ้น นั่นคือเหตุผลที่ทำให้หนูน้อยหมวกแดงต้องเข้าไปในป่า เข้าไปเรียนรู้อะไรบางอย่างที่อยู่นอกทางเสียบ้าง เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ แล้วเติบโตขึ้น

หมาป่าในเกมนี้ไม่ได้หมายถึงหมาป่าจริงๆ มันอาจอยู่ในรูปของอะไรก็ได้ เช่นเดียวกับไอเท็มต่างๆ ในเกมนี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งของจริงๆ ทุกอย่างเป็นเชิงสัญลักษณ์ทั้งหมด ความสนุกของเกมนี้ไม่ได้อยู่ที่การเล่น แต่อยู่ทีุ่คุณจะตีความสิ่งต่างๆ ที่คุณพบระหว่างเล่นได้อย่างไร

 The Path
บ้านของคุณยายกับบรรยากาศหลอนๆ นี่แหละคือจุดจบของคุณ 

ไม่ว่าคุณจะเลือกเล่นเป็นหนูน้อยคนใดก็ตาม จุดจบของแต่ละคนนั้นเหมือนกันหมด นั่นคือการพบกับหมาป่า (ถ้าคุณจบแบบ Success) ตื่นขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางสายฝนในสภาพหมดอาลัยตายอยากโดยมีบ้านของคุณยายอยู่ตรงหน้า เดินเข้าไปสู่บ้านของคุณยาย ผ่านห้องต่างๆ ซึ่งแสดงถึงภาวะในจิตใจของตัวละคร แล้วพบกับความตาย สำหรับผมแล้วความตายดังกล่าวไม่ใช่ความตายจริงๆ แต่เป็นความตายของความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ ของตัวละคร เมื่อคุณเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ซึ่งที่คุณต้องสูญเสียคือความบริสุทธิ์ เกมแสดงให้เห็นถึงสิ่งเหล่านั้นในลักษณะที่ดูน่ากลัว แต่ความจริงมันเป็นผลดีต่อตัวเด็กเอง

The Path
สีสันในเกมก็มีความหมาย แค่สังเกตว่าเมื่อไหร่สดใส เมื่อไหร่หม่นหมอง คุณก็ได้ใช้ความคิดแล้ว 

หลายคนรับไม่ได้ที่เกมนี้โกหกตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่ม (เกมบอกให้คุณ "Stay on the path" แต่หากคุณทำตามกลับถือว่าคุณล้มเหลว) รับไม่ได้ที่ไม่มี "จุดจบที่ดี" ให้กับหนูน้อยหมวกแดง ทั้ง 6 คนต่างก็ถูกคุณส่งไปสู่ความตายทั้งหมด กับคนที่เล่นแบบไม่คิดอะไร เกมนี้คือความน่าเบื่อหน่าย แต่กับคนที่สามารถทำความเข้าใจกับตัวเกมได้อย่างลึกซึ้ง เกมนี้คือความน่าสะเทือนใจเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม หากคุณยังไม่ืลืม เกมนี้มีชื่อว่า The Path นั่นหมายความว่าอันที่จริงแล้วการที่คุณเดินเข้าป่าไปตั้งแต่ต้นเกมนั้นไม่ใช่การ "ออกนอกลู่นอกทาง" แต่ถือเป็น "เส้นทางไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่" มันอาจลดเลี้ยวไปบ้าง มันอาจดูน่ากลัว บางคนก็เดินหลงทาง บางคนก็เสียเวลาไปกับการเด็ดดอกไม้ข้างทางโดยไม่ได้ประโยชน์ แต่ทั้งหมดก็คือเส้นทางที่เด็กๆ ทุกคนต้องผ่านเพื่อไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ แม้ปลายทางของมันจะหมายถึงความตายของความไร้เดียงสาก็ตาม 


  PS ภาพทั้งหมดนำมาจากเว็บของผู้ผลิต

ตูมันคนบาปชัดๆ!

posted on 25 Dec 2008 13:34 by fantastica
Greed: Medium
 
Gluttony: Medium
 
Wrath: Medium
 
Sloth: Medium
 
Envy: Medium
 
Lust: Low
 
Pride: Medium
 

Discover Your Sins - Click Here

          ไปๆ มาๆ ทำไมเพลง dek-d ได้ดราก้อนบอลเยอะกว่าตอนที่แล้วที่ได้ Hot Post! อีกล่ะ เอ่อ อย่างไรก็แล้วแต่อย่าลืมเข้าไปอ่านตอนที่แล้วด้วยนะครับถ้ายังไม่ได้อ่าน อันนี้ของผมตอนที่สองละ เดี๋ยวเนื้อหามันจะไม่ต่อเนื่อง


          คราวที่แล้วผมได้พูดถึงความเป็นมาโดยคร่าวๆ ของลัทธิ druidism ไปแล้ว (แค่ความเป็นมา แต่ไม่ถึงกับเป็นประวัติ เดี๋ยวมันจะยาว) แล้วก็พูดถึงกฎของเหล่าดรูอิด วันนี้ผมเล่าต่อ โดยเริ่มจากแนวคิดของลัทธินี้ก่อน

แนวคิดและความเชื่อของ Druidism

          ปกติพอพูดถึงความเชื่อเราก็มักจะนึกถึงเรื่องของศาสนาต่างๆ ซึ่งโดยมากผู้ศรัทธาก็จะยึดถือได้เพียงหนึ่งเดียว แต่ลัทธิดรูอิดนี้ไม่มีกฎเกณฑ์อย่างนั้นครับ แม้คนโดยทั่วไปมักจะตัดสินให้ druidsm เป็นพวกเพแกน (pagan - ผู้ที่ไม่นับถือพระเจ้าสูงสุด) แต่ก็มีดรูอิดบางคนที่ถือว่าตัวเป็นคาธอลิก

          แน่นอนว่าฟังแบบนี้แล้วชาวคริสต์หลายๆ คนคงอยากจะตบกบาลแยก เพราะถ้าดรูอิดนับถือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าสูงสุดเขาก็ต้องเป็นเพแกน แต่ในแนวคิดของดรูอิดธรรมชาตินั่นแหละคือพระเจ้า ซึ่งแนวคิดแบบนี้ตรงกับแนวคิด Pantheism คือมองว่าทุกสิ่งคือพระเจ้า พระเจ้าคือทุกสิ่ง จะว่าไปแล้วลัทธิดรูอิดมีลักษณะใกล้เคียงกับปรัชญามากกว่าจะเป็นศาสนาจนดรูอิดบางคนไม่ยอมรับว่ามันเป็นศาสนาด้วยซ้ำ (หมายเหตุ druidism มีลักษณะที่ก้ำกึ่งระหว่าง Pantheism กับ Polytheism แบบแทบจะแยกจากกันไม่ออก ดังจะอธิบายต่อไป)

          แล้วดรูอิดที่เป็นคริสตชนนั้นเป็นอย่างไร? คนเหล่านี้มีแนวคิดพื้นฐานและประกอบพิธีกรรมตามอย่างของดรูอิด แต่เขา (อ้างว่า) สามารถสัมผัสได้ถึงพระเจ้าในพิธีกรรมดังกล่าว ดังนั้นจึงนับถือพระเจ้าองค์เดียวกันกับคริสตชนทั้งหลาย และรับเอาแนวคิดของทั้งสองมาปฏิบัติร่วมกัน สำหรับพวกเขาแล้วคริสต์เป็นความเชื่อ และดรูอิดเป็นปรัชญาในการเข้าถึงความเชื่อนั้น

          อย่างไรก็ดี พวก druidism จ๋าหลายๆ คนก็ไม่ยอมรับพวก "คริสเตียนดรูอิด" ว่าเป็นดรูอิดเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นชาวคริสต์หรือไม่ หากจะนับได้ว่าเป็นดรูอิดแล้วต้องมีแนวคิดดังต่อไปนี้ครับ

  1. ดรูอิดเชื่อว่ามีเทพเจ้าสถิตอยู่ในธรรมชาติ แต่เทพเจ้าเหล่านี้เป็นองค์เดียวกัน แยกจากกันไม่ได้
  2. ดรูอิดเชื่อว่าชีวิตประกอบไปด้วยร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ
  3. ดรูอิดเชื่อว่าคำพูดมีอำนาจในตนเอง
  4. ดรูอิดเชื่อว่าทุกสิ่งในธรรมชาติย่อมวนเวียนอยู่เป็นวัฏจักร
  5. ดรูอิดเชื่อในการเกิดใหม่ หรือการกลับชาติมาเกิด
  6. ดรูอิดเชื่อว่าตามปกติแล้ววิญญาณของแต่ละบุคคลจะอยู่ที่บริเวณศีรษะ
  7. ดรูอิดเชื่อว่ามิสเทล (Mistel/Mistletoe) เป็นพืชที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความสามารถในการปัดเป่าพิษและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ได้
  8. ดรูอิดเชื่อว่าต้นโอ้คเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นต้นไม้แห่งปัญญา (ที่จริงแล้วคำว่าดรูอิดมาจากรากศัพท์ว่า Drui ในภาษาแกลิค แปลว่าต้นโอ้ค)
  9. ดรูอิดเชื่อในการ "สมรสกับภูมิลำเนา" (ช้าก่อน ไม่ได้หมายความว่าคนเราสามารถป่ามป๊ามกับแผ่นดินได้ โปรดอย่าเพิ่งคิดเช่นนั้น เดี๋ยวจะอธิบาย)
  10. ดรูอิดเชื่อใน "เกช" (Geis หรือในรูปพหูพจน์ว่า Geasa อันเดียวกะที่เป็นชื่อเรื่องใน Code Geass นั่นแหละ)

          นั่งนึกเป็นชั่วโมงก็นึกเพิ่มไม่ออกแล้ว ถ้าตกหล่นอะไรไปต้องขออำภัย

           ทีนี้มาดูสิ่งที่น่าสนใจกันดีกว่า ข้อ 1. นี่น่าสนใจมากครับ ดรูอิดมีภาษิตอันหนึ่งกล่าวว่า "เทพเจ้าทั้งหลายล้วนเป็นองค์เดียว (All gods are one)" เพราะฉะนั้นแม้ดูภายนอกลัทธิดรูอิดจะเป็นพหุเทวนิยม (Polytheism) แต่ก็ยากที่จะตัดสินลงไปเช่นนั้น ดรูอิดจะไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกว่ากลุ่มของข้านับถือเทพแห่งแม่น้ำนะ กลุ่มของเอ็งนับถือเทพแห่งไฟ เพราะฉะนั้นเรานับถือเทพเจ้าคนละองค์ (แต่แนวคิดแบบนี้มีอยู่ในพหุเทวนิยมทั่วไป เช่นในกรีก หรือนอร์ส) ดรูอิดถือว่าไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ไฟ ขุนเขา สายลม ผืนดิน แสงสว่าง ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นเทพองค์เดียวกัน การบูชาเทพเป็นองค์ๆ ไปในทางพิธีกรรมเป็นเพียงบุคลาธิษฐานเพื่อระบุว่าตอนนี้กำลังทำพิธีเพื่อสรรเสริญ หรือขอความช่วยเหลือจากเทพในฐานะใดเท่านั้น เช่นหากตอนนี้กำลังแล้ง อยากขอลมฝน พิธีก็คงเป็นไปในนามเทพแห่งสายฝนมากกว่าเทพแห่งไฟ หรือเทพแห่งสงคราม เพราะตอนนี้ไม่ได้กำลังต้องการความร้อนแรงแต่อย่างใด

          ข้อ 2. คาดว่าน่าจะชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว แนวคิดคล้ายๆ ใน Full Metal Alchemist ข้อ 3. ทำให้ดรูอิดให้ความเคารพกับคำพูดและยึดมั่นในคำสัตย์มาก และยังถ่ายทอดความรู้ผ่านทางมุขปาฐะเท่านั้นอีกต่างหาก ด้วยความที่ไม่ค่อยนิยมเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรนี่เองทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับดรูอิดในยุคโบราณมันถึงได้หายากเสียเหลือเกิน พี่แกเล่นท่องจำปากเปล่าอย่างเดียวเลย (ผมเลยต้องออกจากลัทธินี้ด้วยเพราะความจำไม่ค่อยดี) ข้อ 4. - 5. ข้ามไปเพราะน่าจะเคลียร์อยู่แล้ว ข้อ 6. มีเกร็ดเล็กน้อยคือนักรบเคลต์สมัยก่อนหลังจากจับเชลยศึกได้มักตัดศีรษะหอบกลับบ้านไปด้วย ส่วนนึงเพราะไม่อยากให้วิญญาณศัตรูย้อนมาทำร้ายตัวเองในภายหลัง อีกส่วนคือยังอาจใช้วิญญาณที่อยู่ในหัวศัตรูมาใช้ประโยชน์ต่อไปอีก (ทางด้านอาคม) และเป็นวิธีการแสดงความเก่งกล้าของตัวเองได้จ๊าบมาก ยิ่งถ้าตัดศีรษะนักรบเก่งๆ หรือแม่ทัพนายกองฝ่ายตรงข้ามได้มันยิ่งเท่

          ข้ามไปข้อ 9. เลยแล้วกัน ตามแนวคิดของพวกเคลต์นั้นผืนแผ่นดินเป็นเพศหญิงครับ กษัตริย์ผู้ครองเมืองเลยต้องเป็นเพศชาย จึงมีพิธีอภิเษกสมรสระหว่างกษัตริย์และเทวีผู้ให้ความอุดมสมบูรณ์บนผืนแผ่นดินนั้นขึ้น ซึ่งการสมรสอันศักดิ์สิทธิ์นี้ว่ากันว่าจะนำความอุดมสมบูรณ์และความสุขมาสู่ภูมิลำเนานั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องพระเจ้าอาเธอร์ กวินนีเวียร์ก็ถือเป็นบุคลาธิษฐานของแผ่นดินบริเตนอีกที เมื่อพระเจ้าอาเธอร์อภิเษกกับกวินนีเวียร์ก็ถือได้ว่าพระองค์สมรสกับแผ่นดินบริเตน ซึ่งถือเป็นแนวคิดเดียวกันกับข้อ 9. นี้แหละ

          ข้อ 10. พูดถึงเกช ซึ่งถ้าจะต้องแปลผมก็คงแปลว่าพันธะสัญญา ซึ่งจะบอกว่าเป็นพร (bless) ก็ไม่ได้ เป็นคำสาป (curse) ก็ไม่ได้อีก เกชเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างบุคคลหนึ่งๆ กับโชคชะตาเข้าด้วยกัน ซึ่งผู้ที่ได้รับพันธะนี้จะได้รับโชคดีและอำนาจบางอย่าง แต่ก็จะมีเงื่อนไขตามมา หากทำผิดเงื่อนไขเมื่อใดก็จะได้รับเคราะห์ร้ายเป็นการตอบแทน ในบางครั้งการทำผิดเกชก็ส่งผลให้เสียชีวิตก็มี เงื่อนไขดังกล่าวอาจจะเป็นข้อห้าม หรือเป็นข้อกำหนดให้ปฏิบัติตามก็เป็นไปได้

 
งวดนี้ไม่รู้จะโชว์รูปอะไรดีแล้วครับ เอาเป็นรูป Druid Grove ก็แล้วกัน
Druid Grove อารมณ์ประมาณป่าละเมาะ เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของดรูอิด
รูปนี้จาก Liam's Pictures from Old Books ซึ่งหลุดลิขสิทธิ์ไปแล้วเลยถือเป็น public domain

เกร็ดแถมท้าย:

  • คราวที่แล้วผมลืมบอกไปว่าชุดคลุมของวณิพก วาเทส และดรูอิดจะแตกต่างกัน โดยวณิพกจะใส่ชุดคลุมสีฟ้า วาเทสสีเขียว และดรูอิดสีขาว
  • ชื่อดรูอิดที่โด่งดังที่ทุกคนน่าจะรู้จักคือเมอร์ลิน (ผู้ซึ่งใครๆ ก็เรียกขานเป็นพ่อมด แต่จริงๆ แล้วเมอร์ลินเป็นดรูอิด ไม่ใช่วิคคา) แถมว่ากันว่าเป็นดรูอิดคนสุดท้ายอีกต่างหาก
  • ดรูอิดไม่ได้ถือพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้นบวชเป็นดรูอิดแล้วก็แต่งงานมีลูกมีเมียได้
  • บทบาทของดรูอิดในสังคมสมัยนั้นค่อนข้างเหมือนอัศวินเจไดใน Starwars มาก ดูเหมือนจะเป็นนักบวช แต่บางคนก็เป็นนักรบด้วย ดรูอิดที่เป็นนักรบจะเป็นที่เคารพนับถือมาก แทบจะมีฐานะรองจากพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น และเวลามีข้อพิพาทอะไรกันดรูอิดก็จะทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยอีกต่างหาก เป็นทั้งนักบวช นักสู้ นักการทูตแบบนี้ เหมือนเจไดไหมล่ะครับ

          PS เขียนตอนนี้จนจบแล้วผมเพิ่งสำนึกได้ว่ามันยังไม่ถึงครึ่ง! ท่าทางเรื่องนี้จะยาวแล้วล่ะครับท่านผู้อ่านที่เคารพ ไว้คราวหน้าผมจะมาเขียนเรื่องศาสตร์ทั้งเก้าที่ค้างคาไว้ตั้งแต่ตอนที่ 1 ก็แล้วกัน