Kingdom of Heaven (No SPOILERS)
posted on 07 May 2005 20:13 by fantastica in WorldAndOutWorldขอพักเรื่องของอันด์วาริเนาท์เอาไว้ก่อนนะครับ วันนี้ไปดูหนัง Kingdom of Heaven มา ตอนแรกรู้แค่ว่าออร์แลนโด บลูมแสดง แต่พอได้ดูที่แท้ก็ อ้อ.. เป็นช่างตีเหล็กอีกแล้วเรอะพ่อรูปหล่อเอ๊ย นั่งดูไปดูมาเริ่มอิน เพราะแรกเริ่มเดิมทีเราก็บ้าประวัติศาสตร์ยุโรปยุคกลางอยู่แล้วน่ะนะ สุดท้ายไม่ไหวคันนิ้ว ดูจบกลับบ้านก็ต้องมานั่งพิมพ์ลง blog นี่ล่ะ
ก่อนจะพูดถึง Kingdom of Heaven ก็ต้องพูดถึงสงครามครูเสดก่อน (ถ้าใครยังไม่เคยดูแล้วกะจะไปดูล่ะก็ ขอแนะนำให้อ่านตรงนี้ก่อน น่าจะช่วยให้รู้เรื่องขึ้นมาก) สงครามครูเสดนี้ทางคริสต์ถือได้ว่าเป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นสงครามเพื่อพระเจ้า แต่ในความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์แล้วคริสตจักรต้องการขยายขอบเขตอำนาจของตนเองเท่านั้นจึงหาข้ออ้างประกาศสงครามกับมุสลิม สงครามครูเสดครั้งที่ 1 เกิดขึ้นเมื่อจักรพรรดิอเล็กเซียสที่ 1 แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ (จักรวรรดิโรมันตะวันออก เมืองหลวงตั้งอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล) ส่งสาส์นมายังพระสันตะปาปาเออร์บานที่ 2 เพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากจักรวรรดิไบแซนไทน์ถูกรุกรานโดยพวกเซลจัคเติร์ก และไม่สามารถต้านทานได้ด้วยตนเอง
และโดยไม่รอช้าพระสันตะปาปาองค์นี้ก็ได้ประกาศสงครามครูเสดขึ้นทันที เพื่อไปช่วยเหลือจักรวรรดิไบแซนไทน์ อันที่จริงแล้วมันก็ไม่เชิงสงครามหรอกครับ เนื่องจากพระสันตะปาปาดันไปว่าไอ้มุสลิมพวกนี้มันบุกรุกอาณาจักรของพระเจ้า ฉอดๆๆ มันไม่ใช่คน เพราะฉะนั้นไปฆ่ามันก็ไม่บาป บลาๆๆ ไปๆ มาๆ ก่อนที่จะมีกองทัพอัศวินไปช่วยเหลือจักรพรรดิอเล็กเซียส นักรบครูเสดกลุ่มแรกในประวัติศาสตร์ก็ดั้นด้นถือจอบถือเสียมไปช่วยซะเองครับ ฟังไม่ผิดหรอกครับ พวกนี้มันก็ชาวนาทั้งนั้นแหละ อันที่จริงก็ไม่ได้ไปช่วยซักเท่าไหร่ เพราะรบก็ไม่เป็น เกราะก็ไม่มี อาวุธก็ไม่มี แถมกว่าจะไปถึงไบแซนไทน์ก็เป็นลมเป็นแล้งติดโรคระบาดตายกันซะเกินครึ่ง ได้แต่กินเสบียงของจักรพรรดิอเล็กเซียสให้มันเปลืองเล่นเปล่าๆ งั้นแหละครับ สงครามครูเสด (ใหญ่ๆ) มีทั้งหมด 7 ครั้ง นอกจากครั้งที่ 3 แล้วมุสลิมชนะเรียบครับ (ครั้งที่ 3 พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์เสด็จมาเอง) โดยทุกครั้งฝ่ายคริสต์จะใช้เยรูซาเล็มเป็นข้ออ้างในการโจมตีว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาของตน
กลับมาเข้าเรื่องของเราดีกว่า Kingdom of Heaven เป็นเรื่องเกี่ยวกับชาวคริสต์ในยุโรปสมัยกลาง (คริสตศตวรรษที่ 12) ที่สูญเสียแนวทางการดำเนินชีวิตของตนเอง และหลงเชื่อคำโฆษณาของทางศาสนจักรถึงการไปร่วมทัพครูเสดแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ ซึ่งนับเป็นเรื่องปกติในประวัติศาสตร์ช่วงนั้น
เบเลี่ยนซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องได้มีโอกาสเป็นอัศวิน (จากที่ตอนแรกเป็นช่างตีเหล็ก) เข้าไปคุ้มครองเยรูซาเล็ม (ช่วงเวลาตามท้องเรื่อง เยรูซาเล็มเป็นของคริสต์ มุสลิมจึงพยายามแย่งคืน) ระหว่างนั้นเบเลี่ยน (และคนดูที่โรคจิตชอบดูหนังให้มันยากเข้าไว้แบบผมเป็นต้น) ต้องตอบคำถามที่ตัวเองเป็นคนตั้งขึ้นว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ควรทำ สันติภาพคืออะไร และ "อะไรคือพระประสงค์ของพระเจ้า?"
โดยเฉพาะไอ้คำถามสุดท้ายนี่แหละ ที่มันขัดเคืองใจผมมาโดยตลอด มีอยู่ฉากหนึ่ง นายทหารชื่อไทบีเรียสคัดค้านการทำสงครามกับซาลาดิน (ชื่อผู้นำฝ่ายมุสลิม) เพราะเห็นว่าไม่มีทางชนะ ฝ่ายนักรบกระหายสงครามกลับตอบว่า "สงครามเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า" และ "กองทัพศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าจะพ่ายแพ้ได้อย่างไร"
ศาสนาคริสต์ไม่ใช่ศาสนาที่เลวนะ แต่ผมไม่พอใจกับ "พระวจนะของพระเจ้า" "พระประสงค์ของพระเจ้า" และอะไรต่อมิอะไรของพระเจ้าอีกหลายอย่าง ทำไมกันล่ะ? ก็ไอ้คำว่า "ของพระเจ้า" น่ะใครๆ มันก็พูดได้ วันนี้พระผู้เป็นเจ้าดลใจให้ผมไปดู Kingdom of Heaven แล้วมันก็เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าให้ผมเขียน blog นี้มา แบบนี้น่ะหรือ? คุณจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าใครโม้หรือไม่โม้ นี่ผมตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าพระวจนะของพระเจ้ามีจริงนะ แล้วสมมติผมไปรับเอาพระวจนะนั้นมาพูดต่อ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าผมพูดจริง? นักบวชคาธอลิกทั้งหลายจะเชื่อผมหรือ?
ผมกล้าพูดได้ว่าสงครามครูเสดเกิดขึ้นเพราะ "-ของพระเจ้า" นี่แหละครับ แต่ไม่ใช่พระประสงค์ของพระเป็นเจ้าหรอกนะ เป็นประสงค์ของใครก็ไม่รู้ที่เอาพระเจ้ามาอ้างต่างหาก อันที่จริงแล้วไม่ใช่คำว่าพระเจ้าหรอกครับที่ทำลายทุกอย่าง เป็นความยึดมั่นถือมั่นของคนเรานี่ต่างหากล่ะ โดยความเห็นส่วนตัวแล้วผมว่าศาสนาคริสต์ไม่ควรไปเอาคำนี้มาใช้ตั้งแต่ต้น เพราะอย่างที่บอกไปว่าต่อให้เป็นพระสงฆ์องคเจ้ามาอ้างว่าได้รับนิมิตจากพระเจ้าหรืออะไรๆ ก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้หรอก ต่อให้มันจริงแต่ก็ไม่ควรเอามาเขียน เพราะชนรุ่นหลัง (โดยเฉพาะไอ้พวกไร้สมองบ้าสงครามอย่างในหนัง) มันจะเอามาอ้างเอาได้ (เอ.. ก็ดีแล้วเนาะ พวกคนโง่ยกทัพไปตายหมด คนฉลาดไม่เอากะเค้าด้วยอยู่แล้วนี่)
อีกประเด็นที่หนังทำออกมาได้น่าคิดมากๆ คือ "เยรูซาเล็มมีค่าอะไร" นั่นสินะ เค้าจะรบกันไปทำไมล่ะ พอเบเลี่ยนเอาคำถามนี้มาถามซาลาดิน ทั้งๆ ที่ซาลาดินเป็นฝ่ายยกทัพมารบเพื่อชิงคืนแท้ๆ กลับตอบว่า "ไม่มีเลย (Nothing.)" O o เป็นประเด็นที่หนังไม่ได้ตอบคำถามของเราตรงๆ แต่ตั้งแง่ให้คนดูได้คิดตาม
ที่จริงแล้วหนังเรื่องนี้ยังมีประเด็นอื่นที่น่าสนใจอีกเพียบเลยครับ แต่ผมความจำไม่ดี ดูจบแล้วก็เอามาเขียนลง blog ได้แค่นี้ แหะๆ หนังเรื่องนี้คนที่จะไปดูเอามันส์แบบ Gladiator อาจผิดหวังเล็กน้อยครับ เพราะไม่ได้ขายฉากบู๊อะไรขนาดนั้น แต่คนที่ชอบดูหนังเอาข้อคิด หนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนที่ดูแบบไม่คิดอะไรมากจะดูไม่ได้นะ ถึงยังไงเรื่องนี้ก็เป็นหนังดีแหละน่า ^ ^

ตกลงวันนี้ข้าน้อยเขียนเรื่องอะไรกันแน่เนี่ยจะว่าเป็น movie review ก็ไม่ใช่นะ > <
edit @ 2005/05/08 12:58:57

...อุ๊! หมั่นไส้ฝั่งครูเสดเดอร์อย่างรุนแรง บร๊ะ! แย่งของเขามาแล้วยังจะมีหน้า....!!!

แต่จะไปทีไรแม่ไม่ว่างทุกทีเลย
-
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ เขิลล
#1 By ~ ฉันคือผู้เป่าแตร ~ the Tr๐mpEtter * on 2005-05-08 18:55