เป็นเรื่องน่าเสียดายที่แม้ชื่อเสียงของ The Lord of The Rings จะลอยไปเข้าหูใครต่อใครทั่วโลกแล้ว แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยกลับไม่รู้จัก Dungeons & Dragons ซึ่งพอจะเรียกได้ว่าเป็นวงศาคณาญาติของมันเลยทีเดียว (หรือว่าอันที่จริงแล้วจะเป็นเรื่องดีก็ไม่ทราบได้ เพราะไม่เช่นนั้นเราคงต้องเทเงินให้มันจนกระเป๋าฟีบแบบเดียวกับที่เทให้ LOTR)
ในปี 1973 แกรี่ ไกแก็กซ์และเดฟ อาร์เนสันผู้หลงใหลในเสน่ห์ของ The Lord of The Rings ได้นำแรงบันดาลใจของพวกเขามาสรรค์สร้าง Dungeons & Dragons ขึ้นในลักษณะของเกมผจญภัยแนว Fantasy ที่มีบรรยากาศใกล้เคียงจนแทบจะเหมือนกับLOTR ทีเดียว และสิ่งนี้เองที่ได้พลิกโลกของการเล่นเกมในสมัยนั้นอย่างสมบูรณ์ในรูปแบบของเกมแนวใหม่ : RPG (เกมสวมบทบาท) และแม้ว่า D&D นั้นจะเป็นเกมกระดาน แต่โดยทางเทคนิคแล้วในการเล่น Dungeons & Dragons กลับไม่จำเป็นต้องใช้กระดานเลยด้วยซ้ำไป เกม D&D เป็นจำนวนมากใช้แผนที่บางประเภทในการเล่น แต่ที่จริงแล้วการผจญภัยเกิดขึ้นในจินตนาการของผู้เล่น
ผู้เล่นคนหนึ่งต้องทำหน้าที่เป็น Dungeon Master ซึ่งมองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มีแผนที่ลับทุกฉบับ และควบคุมตัวละคร NPC ทุกตัวในเกม (NPC = Non-Player Character ตัวละครที่ไม่มีผู้เล่นคอยควบคุม) ผู้เล่นคนอื่นๆ จะมีตัวละครในควบคุมคนละ 1 ตัว ซึ่งอาจจะเป็นมนุษย์, คนแคระ, ฮาล์ฟลิง (หรือฮอบบิท ตามที่เรียกกันใน LOTR) หรือเผ่าพันธุ์อื่นๆ ตามแต่ตัวผู้เล่นจะเลือก ซึ่งก็จะมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันไปในด้านของพละกำลัง, ความคล่องตัว หรือสติปัญญา ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีอาชีพต่างๆ ให้เลือกเล่นทำให้ตัวละครของผู้เล่นแต่ละคนมีความหลากหลายเป็นเอกลักษณ์ของตน
แม้ว่าความสนุกจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การสร้างตัวละครของตนเองแล้ว แต่เสน่ห์จริงๆ ของ Dungeons & Dragons อยู่ที่การเดินเรื่องและการทำ Quest ต่างๆ เพราะคุณไม่ต้องมาคอยหงุดหงิดที่ต้องทนรวมกลุ่มกับตัวละครที่ตัวเหม็นหน้าแบบใน Final Fantasy หรือเบื่อกับการหาวิธีเดินเรื่องต่อใน Dragon Quest เนื่องจากการเดินเรื่องของเกมนี้จะอยู่ที่ Dungeon Master ทำให้เนื้อเรื่องเปิดกว้าง คุณสามารถสังหารตัวละครที่คุณไม่ชอบหรือไม่ทำ Quest ที่คุณไม่ต้องการก็ได้ ยิ่งถ้า Dungeon Master ของคุณมีความคิดสร้างสรรค์มาก เกมก็จะยิ่งสนุก เพราะคุณอาจพบเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นที่แปลกแหวกแนวขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่คุณเล่นก็ได้ (แต่ -- แน่นอน ในทางกลับกัน ถ้า Dungeon Master ของคุณไม่มีความสามารถก็รังแต่จะทำให้เกมของคุณจืดชืดลง) อย่างไรก็ดี อย่าลืมว่าทันทีที่การผจญภัยของคุณจบลง ถ้าคุณยังไม่หายมันส์ล่ะก็คุณสามารถเริ่มเกมขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ โดยที่เนื้อเรื่องไม่ซ้ำกับของเดิม ขอเพียงคุณมีลูกเต๋าอยู่ในมือ กับจินตนาการอันบรรเจิดในสมองเท่านั้น ;)

ว่ากันถึงความเป็นมาจบแล้ว คราวหน้าจะมาเขียนต่อเรื่อง Feature ของเกมครับ;)
"คุณคือลาสต์ นักธนูชาวเอลฟ์ คุณเข้ามาค้นหาการผจญภัยและความมั่งคั่งภายในเหมืองเก่าแห่งเมืองนาชเกล สถานที่แห่งนี้ถูกอำนาจชั่วร้ายลึกลับปกคลุมอยู่ ดังนั้นคุณจึงต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอระหว่างทำการสำรวจ"
เมื่อคุณเล่นเกม Dungeons & Dragons คุณอาจจะได้ยินประโยคลักษณะดังกล่าวจากปากของ Dungeon Master ของคุณเมื่อทุกคนในกลุ่มพร้อมที่จะเริ่มเล่นแล้ว แต่ก่อนที่เกมจะเริ่มคุณจะขาดสิ่งนี้ไปไม่ได้ นั่นคือ "การสร้างตัวละคร"
การสร้างตัวละครถือเป็นเสน่ห์ของเกม D&D อย่างแท้จริง ตัวละครแต่ละตัวจะมีข้อมูลประกอบดังภาพข้างล่าง

ข้อมูลดังกล่าวประกอบไปด้วยชื่อตัวละคร, เพศ, อาชีพ, เผ่าพันธุ์, ความดีเลว, ความสามารถหลัก 6 ชนิด (ความแข็งแกร่ง, ปฏิภาณ, ความอดทน, สติปัญญา, ความรู้, เสน่ห์) และความชำนาญในการใช้อาวุธ
รูปข้างบนผมนำมาจากเกม Icewind Dale ซึ่งเป็นเกมคอมพิวเตอร์แต่ใช้ระบบแบบเดียวกับ Dungeons & Dragons ที่เป็นเกมกระดาน
เมื่อผู้เล่นทุกคนมีตัวละครเป็นของตัวเองหมดแล้ว Dungeon Master จะเริ่มเล่าเนื้อเรื่องให้คุณฟัง และคุณก็จะพบกับการผจญภัยในรูปแบบต่างๆ เมื่อคุณสำรวจพบประตูหรือหีบ Dungeon Master ก็จะให้คุณเลือกว่าจะเปิดหีบ หรือประตูบานใดก่อน คุณอาจเลือกที่จะไม่เปิดเลยก็ได้เช่นเดียวกับเกม RPG ที่คุ้นเคยกันในยุคปัจจุบัน
เสน่ห์อีกจุดหนึ่งของเกมนี้คือการผสมผสานจุดเด่นและจุดด้อยของตัวละครแต่ละตัวในทีมของคุณเข้าประจันหน้ากับศัตรู อาชีพของตัวละครแบบหลักๆ มีอยู่ 4 ประเภท (หมายถึงว่ายังมีการแยกย่อยออกไปอีกหลากหลายรูปแบบไม่แพ้เกมอื่น) ได้แก่นักรบ, นักบวช, จอมเวทย์ และขโมย
นักรบเป็นตัวละครที่มีความแข็งแกร่งและความทนทานสูงเมื่อเทียบกับตัวละครทั่วไป ทำให้เหมาะกับการใช้รุกกดดันฝ่ายตรงข้ามแบบตรงๆ และปกป้องตัวละครอื่น นักบวชจะทำหน้าที่ใช้เวทมนต์สนับสนุนคนอื่นในกลุ่ม (รักษาอาการบาดเจ็บ, เพิ่มความสามารถ) จอมเวทย์ใช้เวทมนต์ที่ตัวเองมีในการควบคุมสถานการณ์รบ (กำจัดศัตรู, สร้างหมอกพิษปกคลุมบางพื้นที่) ส่วนขโมยสำหรับการต่อสู้แบบลอบสังหาร (ความสามารถอื่นของขโมยก็อย่างเช่น ง่า.. ล้วงกระเป๋า วาง/ปลดกับดัก)

สำหรับการต่อสู้นั้นตัวละครแต่ละตัวจะมีค่าพลังชีวิตหรือ HP ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับค่าความอดทนที่มีตั้งแต่ตอนสร้างตัวละคร ตัวละครฝ่ายโจมตีจะต้องเริ่มจากการทอยเต๋า 20 หน้า (ขอเรียกว่า d20 ในรูปคือลูกเต๋าสีส้ม) เพื่อดูว่าจะโจมตีโดนเป้าหมายหรือไม่ ถ้าโดนก็จะต้องทอยเต๋าอีก (อาจเป็น d4, d6 หรือ d8 ขึ้นอยู่กับอาวุธที่ตัวละครนั้นๆ ใช้) เพื่อกำหนดค่าความเสียหายซึ่งจะนำไปหักออกจาก HP ของตัวละครเป้าหมาย ถ้า HP ของตัวละครใดๆ เป็น 0 หมายถึง "ตาย" (นำตัวละครนั้นออกจากเกม)
ถ้าคุณสนใจอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกมนี้ (ที่ละเอียดกว่าและน่าจะเข้าใจง่ายกว่าใน Blog นี้) สามารถเปิดเข้าไปดูได้ที่เว็บของ Wizards of the Coastซึ่งในนั้นจะมีวิธีการเล่นเกมทุกขั้นตอน และมี game demo ให้คุณลองเล่นดูด้วย (แบบไม่ต้อง download) อีกอย่างหนึ่งที่หน้าสนใจมากๆ ในเว็บดังกล่าวคือมีแบบสอบถามเพื่อทดสอบว่าคุณจะเป็นเผ่าพันธุ์และอาชีพใดถ้าอยู่ในโลกแฟนตาซี สำหรับตัวผมเองได้เป็นฮอบบิทจอมขมังเวทย์ครับ ;)
edit @ 2005/04/23 14:15:50 edit @ 2005/04/23 14:16:20
และแน่นอนครับ ตามธรรมเนียม ก่อนจะเริ่ม (3) ถ้าใครยังไม่เคยอ่านหัวข้อนี้ให้กลับไปอ่าน (1) กับ (2) ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ ^ ^
ต่อจากคราวก่อนที่เอ่ยถึงระบบไปคร่าวๆ คราวนี้เราจะมาดูกันว่าระบบนี้มีดีอย่างไรเมื่อเทียบกับเกม RPG ทั่วไปนะครับ แต่เนื่องจากความแตกต่างมันมีมากเกินไปถ้าให้พูดหมดมันก็คงจะยาวมาก (ถึงมากที่สุด) เพราะฉะนั้นเรื่องที่ผมจะพูดถึงคือค่าความสามารถหลัก 6 ชนิด (ยังจำได้มั้ยครับ ความแข็งแกร่ง, ปฏิภาณ, ความอดทน, สติปัญญา, ความรู้, เสน่ห์) ที่ผมใช้คำว่าความสามารถหลักก็เพราะว่าค่าต่างๆ ของตัวละครในเกมนี้ยังมีอีกหลายสิบชนิด เช่นภูมิต้านทานเวทมนต์ หรือพลังชีวิต แต่ค่าต่างๆ เหล่านั้นจะถูกคำนวณขึ้นมาจากค่าหลัก 6 ตัวนี้ (เช่นว่าถ้าคุณมีความอดทนสูง ก็จะมี HP หรือพลังชีวิตสูง) ซึ่งค่าหลักแต่ละค่าก็จะมีความสำคัญลดหลั่นกันไปตามแต่อาชีพของตัวละคร เช่น นักสู้ต้องมีความแข็งแกร่งสูงในขณะที่จอมเวทย์จะให้ ความสำคัญกับสติปัญญามากกว่า เพราะค่าความสามารถหลักเหล่านี้จะไปกำหนดค่าความสามารถรองต่างๆ ของตัวละคร ที่สำคัญๆ มีดังนี้
ค่ารองที่กำหนดโดยความแข็งแกร่ง -> น้ำหนักของที่แบกได้ใน inventory, พลังทำลาย
ค่ารองที่กำหนดโดยปฏิภาณ -> ความแม่นยำในการโจมตี, การหลบหลีกการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม
ค่ารองที่กำหนดโดยความอดทน -> พลังชีวิต (HP)
ค่ารองที่กำหนดโดยสติปัญญา -> โอกาสเรียนรู้/ร่ายเวทย์สำเร็จ (สำหรับมนต์ผู้วิเศษ), สามารถ identify item บางอย่างได้โดยไม่ต้องใช้เวทมนต์ช่วย
ค่ารองที่กำหนดโดยความรู้ -> ภูมิคุ้มกันเวทย์, โอกาสร่ายเวทย์สำเร็จ (สำหรับมนต์นักบวช)
ค่ารองที่กำหนดโดยเสน่ห์ -> ความสามารถในการเจรจา, การต่อรองราคาสินค้า, ความเป็นผู้นำ
จุดเด่นของระบบค่าหลักและค่ารองนี้อยู่ตรงที่ค่าหลักจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตาม level ของตัวละคร ทำให้สามารถประเมินความสามารถของตัวละครได้ จากสภาพพื้นฐานโดยตรง ไม่ขึ้นกับ level ส่วนค่ารองจะถูกกำหนดโดยค่าหลักทั้ง 6 กับ level ของตัวละคร และจะถูกนำไปใช้คำนวณจริงเวลาเล่น ข้อดีของระบบนี้ คือตัวละครทุกตัวในเกม (รวมทั้ง Boss และ NPC) มีการใช้ค่าหลักทั้ง 6 นี้และวิธี การคำนวณค่ารองเหมือนกันหมด ทำให้ไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบกัน

เป็นที่แน่นอนว่าค่าหลัก 6 ตัวนี้มีต้องมีข้อกำหนดทางด้านเผ่าพันธุ์ เช่นตัวละครที่เป็นมนุษย์จะมีค่าหลักแต่ละตัวได้ต่ำที่สุดเท่ากับ 3 และสูงสุดเท่ากับ 18 ซึ่งเป็นขีดจำกัดสูงสุดของมนุษย์ ในขณะที่ขีดจำกัดของเทพเจ้าจะอยู่ที่ 25!! (โอ.. เก่งเว่อร์มากๆ o O) ถ้าคุณเผชิญหน้ากับมังกรก็จะเห็นได้ว่าเก่งกาจเอามากๆ ซึ่งเป็นเพราะว่ามังกรมักจะมีค่าหลักบางตัว (ประมาณ 2-3 ค่า) ที่มีค่ามากกว่า 20
* ต่อไปนี้เป็นขีดความสามารถของเผ่าพันธุ์ที่สำคัญ (ค่าหลักที่เป็นจุดเด่นจะมีค่าสูงสุดที่ 19 ในขณะที่ค่าหลักที่เป็นจุดด้อยจะมีค่าสูงสุดที่ 17)
เผ่าพันธุ์: จุดเด่น จุดด้อย- มนุษย์: - -
เอลฟ์:ปฏิภาณความอดทน
- คนแคระ: ความอดทน เสน่ห์
- ฮาล์ฟลิง: ปฏิภาณความแข็งแกร่ง
- โนม : สติปัญญา ความรู้
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะภายนอกของแต่ละเผ่าพันธุ์ได้ที่นี่
ซึ่งถ้ารู้อย่างนี้แล้วจะเห็นได้ว่าการคาดเดาความสามารถของศัตรูเพื่อวางแผนการรับมือจะไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินไปเลย ทำให้กลยุทธการต่อสู้ของเกมมีความหลากหลายมากกว่าเกม RPG ทั่วๆ ไปมากนัก และด้วยข้อดีของระบบนี้อีกเช่นกัน ทำให้คุณไม่ต้องมาคอยประหลาดใจอีกแล้วว่าฝ่ายตรงข้ามทำไมสาปเราเป็นกบเป็นหมู ได้ตลอดแต่พอเราใช้เวทย์นั้นๆ กลับไปบ้างกลับทำไม่สำเร็จแบบใน Final Fantasyเนื่องจากใน Dungeons & Dragons นี้ถ้าเวทมนต์ (หรือกับดัก) ใดที่มีผลกับคุณก็หมายความ ว่ามันมีโอกาสจะใช้กับฝ่ายตรงข้ามได้สำเร็จบ้างเช่นกัน (เพราะมีค่าหลัก 6 ตัวกับค่ารองที่อยู่ในมาตรฐานเดียวกันกับผู้เล่น) แต่โดยทั่วๆ ไปแล้วถ้าตัว ละครดังกล่าวเป็น Boss ถ้าหากเป็นจอมเวทย์ก็มักจะร่ายมนต์ป้องกันคาถาต่างๆ ไว้ หรือถ้าเป็นนักสู้ก็จะใช้ Item ต่างๆ เพื่อป้องกัน (เช่นเดียวกับที่คุณสามารถทำได้ เพื่อป้องกันตัวเอง)
เกริ่นกันมาแต่เพียงเท่านี้ก็คงพอที่จะทำให้คอเกม RPG ทั้งหลายเห็นเกมกระดานเกมนี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีความสนุกไม่น้อยไปกว่าเกมคอมพิวเตอร์ที่เล่นกันอยู่ทุกวันนี้นะครับ