บล็อกนี้อยู่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution Non-Commercial No-Derivative 3.0 License

Magick

กลับมาพร้อมเซอร์ไพรส์ตามสัญญาครับ แต่ไม่มี category ใหม่เพราะดูเหมือน exteenจะอนุญาตให้มี category สูงสุดได้แค่ 8 T T

ก่อนที่จะถามผมว่าเซอร์ไพรส์งวดนี้คืออะไรก็ขอให้ตามอ่านไปเรื่อยๆ ก่อนก็แล้วกันนะครับ อ่านไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะถึงบางอ้อเองละ คราวนี้ผมจะขอพูดถึง "หินนักปราชญ์" ที่แฟนๆ แฮรี่ พอตเตอร์รู้จักกันดีอยู่แล้ว และยังมีบทบาทสำคัญในการ์ตูนเรื่องหุ่นเชิดสังหาร ในฐานะ "ศิลาไร้กระด้าง"

ภาพหินนักปราชญ์ (Philosopher's Stone) ภาพนี้ไปตบมาจากแถวไหนจำไม่ได้แล้วครับ เอามาให้ดูไปงั้นเองแหละ:P แต่ก็ช่างมันเถอะครับ เพราะจริงๆ แล้วหน้าตามันจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครรู้ได้ เพราะหินนักปราชญ์ถือเป็นสุดยอดของวิชาเล่นแร่แปรธาตุทางฝั่งยุโรปเชียวครับ (ที่ในเรื่องหุ่นเชิดสังหารเรียกว่าวิชา "เร็งคิวจูสสึ" นั่นแหละ) คุณสมบัติของมันมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันครับ อย่างแรกคือเปลี่ยนโลหะบางชนิดที่เรียกว่าโลหะพื้นฐานให้เป็นทองได้ (โดยมากมักเป็นตะกั่ว)อีกอย่างก็คือการสังเคราะห์ "น้ำอมฤต" (หรือ Aqua Vitaeเป็นภาษาละติน แปลว่าน้ำแห่งชีวิต) ซึ่งว่ากันว่ารักษาได้สารพัดโรคและทำให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวได้ ตำนานน้ำอมฤตนี้มีอยู่ทั่วโลกครับ ยกตัวอย่างเบาะๆ ก็จักรพรรดิจีนหลายพระองค์เคยสั่งทหารออกตามหาน้ำอมฤตมาแล้ว แม้แต่สุนทรภู่ของไทยเองก็เคยฝักใฝ่ในวิชาเล่นแร่และออกตามหาน้ำอมฤตเช่นกัน ส่วนทางฝั่งอินเดียก็มี "น้ำโสมทิพย์" ที่เชื่อกันว่าเป็นที่มาของชีวิตอมตะของเหล่าเทวดาในปุราณะ ที่จริงยังมีอีกเยอะครับ แต่คิดว่าเล่าแค่นี้ก็พอก่อนแล้วกัน

ด้วยเหตุนี้เองเจ้าหินนักปราชญ์นี่จึงเป็นที่ต้องการของใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยากรวย หรือบรรดาพวกที่ปรารถนาชีวิตนิรันดร์ทั้งหลายต่างก็ออกตามหา และยังเป็นความฝันสูงสุดของเหล่านักเล่นแร่อีกต่างหาก ทีนี้เรามาดูกันว่าแล้วเจ้าหินประหลาดนี่มันถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร นักเล่นแร่ในอดีตเชื่อว่า "ปรอท" และ "กำมะถัน" เป็นตัวแทนของเพศหญิงและชายครับ (ไม่ต้องมาถามผมนะว่าอันไหนชายอันไหนหญิง ผมก็หาอวัยวะเพศมันไม่เจอเหมือนกัน - -") และยังเป็นธาตุที่เป็นตัวแทนของ "ดวงอาทิตย์" และ "ดวงจันทร์" อีกด้วย และหินนักปราชญ์ก็คือเครื่องหมายของการรวมเป็นหนึ่งของสัญลักษณ์ทั้งสองนั่นเอง (พูดง่ายๆ ว่าสมบูรณ์เพศ) จะว่าไปแล้วถึงกับเชื่อกันว่ามันเป็นการสมรสกันทางเคมีเชียวครับ อันนี้ไม่ได้เล่นมุกด้วยนะเนี่ย

วิธีการก็คือเขาจะเอาปรอทที่เตรียมไว้ ซึ่งเรียกว่า "ปรอทสำเร็จ" มาใช้แยกเอาแก่นกำมะถันออกครับ แก่นกำมะถันที่ได้นี้จะมีสีเหลืองเข้ม เรียกว่า "หินนักปราชญ์" (อ้าว แล้วทำไมรูปที่ผมไปเอามามันสีแดงหว่า ฐานข้อมูลตีกันเองซะแล้ว 555) ภาพข้างบนแสดงให้เห็นถึงความพยายามของนักเล่นแร่ในการผสมผสานปรอทที่ว่ากับตะกั่วครับ หลังจากที่ได้หินนักปราชญ์มาแล้วเขาก็จะใช้ปรอทสำเร็จมาแยกเอาแก่นตะกั่วออกบ้าง สารที่ได้นี้เรียกว่า "ธาตุที่หนึ่ง" เมื่อนำธาตุที่หนึ่งนี้มาหลอมรวมกับหินนักปราชญ์ในอุณหภูมิสูง (ว่ากันว่าต้องสูงขนาดที่ว่าตัวซาลาแมนเดอร์ซึ่งเป็นสัตว์ในนิยายชนิดหนึ่ง ชอบความร้อน ยังต้องดิ้นพล่าน) จะได้ทองคำสุกปลั่งออกมา ซึ่งในขั้นตอนการทำหินนักปราชญ์นี้หากผู้ทำมีจิตไม่แข็งพอ (ใช้พลังจิตด้วยหรือนี่ O o) หินนักปราชญ์ที่ได้จะมีสีอ่อน หรือซีดจางผิดปกติ ธาตุที่ออกมาแทนที่จะเป็นทองก็อาจได้ เงินหรือเกลือแทน ยิ่งไปกว่านั้นหากเกิดเหตุผิดพลาด ขณะที่หลอมหินนักปราชญ์อยู่อาจจะเกิดการระเบิดขึ้นก็เป็นได้

จบเรื่องการเล่นแร่แปรธาตุฝั่งยุโรป มาพูดถึงเรื่องเซอร์ไพรส์ของเรากันดีกว่าครับ อันที่จริงแล้วเรื่องที่คล้ายๆ กับหินนักปราชญ์นี้ทางฝั่งไทยเองก็มีพูดถึงกันมานานแล้ว เชื่อว่าหลายๆ คนคงไม่รู้ใช่มั้ยล่ะ คนไทยเราเรียกเจ้าสิ่งนี้ว่า "สำเร็จปรอท" ครับ (คนละอย่างกันกับปรอทสำเร็จมะตะกี้นะเอ้อ) สำเร็จปรอทก็คือปรอทธรรมดานี่ล่ะ แต่ผ่านขั้นตอนทางเล่นแร่และคาถาอาคม ทำให้มีสถานะเป็นของแข็งที่อุณหภูมิปกติ คุณสมบัติของมันก็คือผู้สำเร็จจะเหาะเหินเดินอากาศได้ เมื่อได้สำเร็จปรอทแล้วขั้นต่อไปก็คือการชุบตัวให้เป็นกายสิทธิ์โดยเหาะไปยังป่าหิมพานต์ พอไปถึงจะเจอบ่อน้ำสีน้ำนมซึ่งมีเทพธิดาชื่อ "จันทรเทวี" เป็นผู้รักษาอยู่ เมื่อผู้สำเร็จปรอทเหาะไปถึงที่นั่นจะตกลงไปในบ่อ ร่างกายที่เป็นรูปมนุษย์อยู่แต่เดิมจะสูญสลายไปแล้วเกิดเป็นฟองน้ำปุดขึ้นมาลอยบนผิวน้ำ นางจันทรเทวีผู้รักษาบ่อน้ำจะคอยเอามือช้อนฟองน้ำนั้น แล้วฟองน้ำก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นเด็กอ่อนแล้วเติบโตกลายเป็น "วิทยาธร" (ขั้นตอนพิธีชุบตัวนี้คุ้นๆ กับการตกลงไปในอควอวีเต้ไหมล่ะครับ แต่อันนั้นมันจะสลายไปเลย ถ้าอยากคงกระพันให้ดื่มเอานี่นะ) ว่ากันว่าพอเป็นวิทยาธรแล้วใครฆ่าก็ไม่ตาย เป็นแต่หมดสติไปได้พักหนึ่งพอลมพัดก็ฟื้นแบบเดียวกับหนุมาน ทั้งยังมีอายุยืนพอจะอยู่ถึงสมัยพระศรีอาริย์เชียวครับ (หวังว่าทุกท่านคงรู้จักพระศรีอาริย์ดีอยู่แล้วนะ ไม่งั้นผมต้องเล่าอีกมันจะยาวมากมายมหาศาล)


ภาพพระศรีอาริย์วัดไลย์

เป็นไงบ้างครับ เซอร์ไพรส์กันหรือเปล่าเนี่ย (งวดนี้มาบรรยากาศส่อความเป็นไทยเชียว) ถ้ายังไงคราวต่อๆ ไปผมก็ยังอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยอยู่อีกพักใหญ่นะจะบอกให้ ^ ^


PS ตอบคุณ Soup : เรื่องนาร์ซิสซัสผมขอไม่เขียนนะครับ เพราะสามารถอ่านได้ที่ blog ของคุณ LIL

PPS Credit : http://www.ounamilit.comและ http://www.einstein.net/

PPPS แก้ background ให้แล้วนะครับ อ่านง่ายขึ้นหรือเปล่าเนี่ย


edit @ 2005/09/04 10:46:38

Full Herald Runic : The Second Raid (1)

posted on 13 Nov 2005 19:58 by fantastica  in Magick

ตั้งชื่อได้สุดแสนจะโอเว่อร์สิ้นดี (พยายามจะล้อเลียน Full Metal Panic) ถ้าจะว่าไปแล้วดูจากระยะเวลาที่ผมดองนี่มันสมควรจะเป็น The Second Late ซะมากกว่าเนาะ เรื่องของเรื่องคือผมใช้เวลาส่วนมากกับการมั่วธีมใหม่เสียมากกว่าจะหาเวลาเขียนซะอีกครับ ซึ่งอันที่จริงอันนี้มันก็ยังไม่ลงตัวเท่าไหร่อะ (ยังหาความงามไม่เจอเลย) แต่ตัวเจ้าของ blog บังเกิดความขี้เกียจขึ้นมาเสียแล้ว ก็เลยอัพมันไปเลยซะงั้น

ธีมนี้หน้าเก่าอย่าเพิ่งสงสัยครับว่าสโลแกน "Fantasy Has No Ending" ที่แปะติดอยู่กับ Header ของ blog นี้มาทุกยุคทุกสมัยมันหายไปไหนเสียแล้ว มันก็ยังอยู่ที่ Header นั่นแหละครับ เพียงแต่เปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเล็กน้อย อิอิ:P


เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ขอชี้แจงไว้ก่อนว่าเรื่อง RUNE : อักขระแห่งปัญญา ซึ่งผมเขียนไว้ก่อนนี้เป็นการเขียนแบบค่อนข้างจะยั้งมือไว้ให้บุคคลทั่วไปที่สนใจสามารถอ่านทำความเข้าใจได้โดยง่าย (แม้ว่าเท่าที่ดูจะมีหลายคนที่อ่านแล้วเป็นงงก็ตาม ก็ไม่เป็นไรครับ ไม่แปลก) แต่ดูจาก comment ที่มีเข้ามาจะเห็นได้ว่ามีคนที่สนใจในอักษรรูนในระดับที่ลึกไปกว่านั้นค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นภาคสองนี้จะเน้นไปที่การเขียนเพื่อคลายความข้องใจของผู้อ่าน(ที่กระสันมาจากภาคแรก) เสียมากกว่าครับ

ดูเหมือนจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิด สับสนว่ารูนนั้นเป็นภาษา อาจเป็นสามัญสำนึกว่าถ้ามีอักษรแล้ว ก็ต้องมีภาษาเป็นของตัวเอง แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปนะครับ ยกตัวอย่างเช่นอักษรโรมัน ปัจจุบันเป็นที่ใช้กันแพร่หลายทั่วไปทั้งอังกฤษ อิตาลี เยอรมัน ฝรั่งเศส ฯลฯ จะเห็นได้ว่าภาษาเหล่านี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก แต่ก็ใช้อักษรแบบเดียวกัน รูนก็เช่นกันครับ ในอดีตอาจมีการใช้อักษรรูนปรากฏในหลายชนชาติ หากแต่ในแต่ละชนชาตินั้นเขาก็มีภาษาของเขาเอง การรู้อักษรรูนจึงไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจภาษาต่างๆ เหล่านั้นได้ทั้งหมด เพราะการศึกษาอักษรรูนนั้นเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์และหลักการประสมอักษร การออกเสียงอักขระ แต่ไม่ได้รวมไปจนถึงไวยากรณ์หรือคำศัพท์ เพราะรูนไม่ใช่ภาษา เป็นเพียงอักษรเท่านั้นครับ

เช่นนี้แล้วอักษรรูนนั้นมีประโยชน์ใช้สอยในทางใดบ้าง? ในชั้นต้นนี้ผมจะกล่าวถึงการใช้เป็นอักษรสำหรับการเขียนประโยคต่างๆ ก่อนครับ (แต่ยังมีอย่างอื่นอีกนะ) ว่ากันตามจริงแล้วภาษาที่จะเอาอักษรรูนมาใช้เขียนนั้นจริงๆ แล้วก็ต้องเป็นภาษาแถบสแกนดิเนเวียนจำพวกสวีเดน นอร์เวย์ ฯลฯ เทือกนั้น แต่พอจะอนุโลมให้เขียนด้วยภาษาเยอรมันได้ เพราะโครงสร้างภาษาคล้ายๆ กันครับ (อักษร 24 ตัวของรูนดูได้ที่นี่ วิธีการอ่านอักษรรูนไปดูเอาจากที่นี่ และที่นี่)

แล้วปุถุชนคนธรรมดาที่ไม่ได้เรียนภาษาเยอรมันมาเลยจะทำอย่างไร?

ไม่เป็นไรครับ ผมเชื่อว่าอย่างน้อยท่านต้องเคยเรียนภาษาอังกฤษ (ถ้าอังกฤษไม่เป็นอีกผมก็ช่วยไม่ได้แล้ว) แต่ใช่ว่าจู่ๆ ท่านก็จะสักแต่ๆ เขียนๆๆๆ คำภาษาอังกฤษแทนในอักษรรูนแบบตัวต่อตัวก็ใช้ได้นะครับ เมื่อคุณต้องการจะเขียนข้อความเป็นภาษาอังกฤษ คุณต้องรู้สิ่งเหล่านี้

1. รูนไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียว

รูนที่เป็นที่รู้จักกันดีมีอยู่สามประเภทครับ ได้แก่รูนแบบโบราณ (Older Futhark หรือ Elder Futhark) รูนแบบแองโกล-แซคซอน (Anglo-Saxon Futhorc) และรูนแบบใหม่ (Younger Futhark) รูนแบบใหม่นี้ก็ได้แก่พวกเดนมาร์ก สวีเดน นอร์เวย์น่ะครับ แบ่งประเภทย่อยได้ดังนี้

  • Danish Futhark (รูนแบบเดนมาร์ก)
  • Rök Runes (รูนแบบสวีเดน-นอร์เวย์ บางครั้งฝรั่งเขาก็เรียกว่ารูนแบบ Short-Twig เพราะตัวอักษรแบบนี้เวลาขีดเส้นกิ่งมันจะดูสั้นๆ กว่ารูนแบบอื่น ตรงข้ามกับรูนแบบ Long-Branch)
  • Hälsinge Runes (บางครั้งก็เรียกว่า Staveless Runes เพราะไม่ค่อยมีเส้นดิ่ง)
  • Dalecarlian Runes (รูนแบบเดลคาร์เลีย เหมาะกับการเขียนเป็นลาติน)

สำหรับหลักต่างๆ ที่ผมเคยสอนไปในภาคแรก กับในลิงค์ภาพนี้ เป็นแบบ Elder Futhark หรือก็คือรูนแบบโบราณครับ ส่วนตัวอักษรแบบที่ปรากฏใน Header ของผม กับตัวอักษรในนี้กับในนี้เป็นแบบ Futhorc หรือก็คือรูนแบบแองโกล-แซคซอนนั่นเอง


แหม ชักเริ่มยาวซะแล้ว ไว้มาต่อคราวหน้าก็แล้วกันครับ นี่ขนาดวันนี้ไม่มีรูปประกอบเลยนะนี่ ว่าแต่อ่านแล้วเข้าใจไม่เข้าใจ งงตรงไหน บอกกันบ้างนะครับ ผมจะได้แก้ไข

PS ใครที่คิดว่า "แม่เจ้า ยาวอะไรเช่นนี้" ใจเย็นๆ ครับ มีอีกเยอะ
PPS สำหรับ credit ข้อมูลผมจะใส่ไว้ตอนทำ Series แล้วกันนะครับ (ที่คุณ chonchon เรียกว่า "รวมเล่ม" น่ะแหละ)
PPPS สรุปแล้วหา "Fantasy Has No Ending" เจอหรือเปล่าหว่า

Full Herald Runic : The Second Raid (2)

posted on 15 Nov 2005 11:58 by fantastica  in Magick

เมื่อสามารถจำแนกรูนประเภทต่างๆ ได้จากFull Herald Runic : The Second Raid (1) แล้ว ทีนี้เราก็จะระบุได้ว่าควรจะใช้รูนแบบไหนครับ ในที่นี้ถ้าคุณต้องการเขียนอักษรรูนเป็นภาษาอังกฤษ คุณก็ควรจะใช้อักษรแบบ Futhorc เพราะภาษาอังกฤษแต่เดิมมีวิวัฒนาการมาจากพวกแองโกล-แซคซอนมากที่สุด (ในกรณีของผม ผมชอบใช้ Elder Futhark เพราะเขียนเป็นภาษาเยอรมัน) ซึ่งมันจะโยงมาถึงสิ่งที่คุณต้องรู้ประการถัดไปก็คือ

2. คำที่คุณจะเขียนนั้นมีรากศัพท์จากภาษาใด

หมายความว่าถึงคุณจะเขียนภาษาอังกฤษ ศัพท์ที่คุณใช้มันก็ไม่ได้มาจากอังกฤษทั้งหมดครับ มันมีการรับมาจากภาษาลาติน, แองโกล-แซคซอน, ภาษาตระกูลโรมานซ์ (รับมาจากฝรั่งเศสเป็นหลัก ซึ่งมันก็มาจากลาตินอีกต่อนั่นแหละ), ภาษากรีก และอื่นๆ อยู่อีก การที่คุณจะเขียนด้วยอักษร Futhorc ซึ่งเหมาะกับแองโกล-แซคซอนนั้น คุณควรจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำจากภาษาอื่นที่มีโครงสร้างแตกต่างกันให้มากที่สุด

ถ้าคุณคิดว่ามันยุ่งยากไปหรือเปล่า ทำไมจึงต้องทำเช่นนั้น คุณไม่รู้จักรากศัพท์มันไม่ได้หรือ ไม่รู้ก็ได้ครับ แต่มันจะยิ่งยุ่งไปกว่านั้นเยอะ ดังตัวอย่างที่ผมจะชี้ให้เห็นในหัวข้อถัดไป

3. จะสะกดอักษรในคำที่คุณต้องการจะเขียนอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณจะเขียนคำว่า Cycle, Knight หรือว่า One คุณจะสะกดด้วยอักษรรูนแบบไหนครับ ตามเสียงอ่านหรือว่าตามการสะกด ปัญหามันก็เกิดทันที ทางแก้ก็คือ ถ้าเป็นศัพท์ที่มีรากมาจากละตินหรือกรีกให้สะกดตามเสียงอ่านเป็นหลักครับ ส่วนศัพท์ที่มีรากมาจากแองโกล - แซคซอนควรสะกดตามเสียงอ่านแบบ Old English (คือเป็นเสียงอ่านเดิมของมัน) ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้ศัพท์แองโกล - แซคซอนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ อย่าง Cycle ก็ให้ใช้คำว่า Round แทนแบบนี้เป็นต้น เพราะสะกดง่ายกว่ากันเยอะ ^ ^ (เสียงอ่านแบบ Old English ไม่เหมือน Modern English หรือภาษาอังกฤษแบบที่เราใช้กันปัจจุบันครับ อย่างเช่น Knight ปัจจุบันอ่านว่า ไนทฺ แต่ในอดีตคำนี้อ่านออกเสียงว่า คฺนิทฺ)

สรุปโดยย่อก็คือ นอกจากคุณจะรู้อักษรรูนแล้ว คุณจะต้องมีความรู้ในภาษาที่คุณจะใช้ในระดับหนึ่งด้วยครับ


ไหนๆ ก็ไหนๆ อุตส่าห์พูดถึงอักษร Futhorc แล้ว ถ้ามีโอกาสผมจะแจก font อักษรรูนแบบ Anglo - Saxon ให้ได้ใช้กันด้วยก็แล้วกันนะครับ (ตอนนี้มี font แล้ว แต่ไม่มี host จะอัพโหลด) แล้วก็ข้างล่างนี้เป็นภาพอักษร Futhorc พร้อมเสียงอ่าน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างจาก Futhark เพียงบางส่วนเท่านั้น ใครแม่นอักษรรูนมาตั้งแต่ภาคแรกแล้วน่าจะเรียนรู้ได้ไม่ยาก (จะมีไหมเนี่ย)



ภาพนี้ทำขึ้นโดยนาย J.D. Higgins ครับ
มาจาก
http://en.wikipedia.org/ เต็มๆ ใต้ภาพจะเขียนเป็น
ชื่อตัวอักษร - เสียงอ่าน
"ตัวอย่างคำ"
ตามลำดับ แบบนี้นะครับ

PS เคยมีคนมาถามผมไว้ว่า "คนธรรมดาอย่างเราๆ จะสามารถเรียนรู้อักษรรูนได้หรือไม่" ขอตอบว่าได้แน่นอนครับ เพราะผมก็ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวหรือผู้วิเศษที่ไหน

PPS แก้ไขเนื้อหาใน RUNE : อักขระแห่งปัญญา (1) แล้วนะครับ ตรงอักษร 3 ตัวที่ผมแถมมาให้นอกเหนือจาก 24 ตัวนั่น เพราะจริงๆ มันเป็น Futhorc แต่ตอนนั้นผมรู้จักแต่อักษร Futhark เลยอัพไปแบบรั่วๆ เช่นนั้นด้วยประการฉะนี้แล

PPPS คราวหน้าจะมาเขียนการใช้อักษรรูนในเชิงเวทมนต์แล้วล่ะครับ

Favourites