บล็อกนี้อยู่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution Non-Commercial No-Derivative 3.0 License

MythicalCreature

เอาชื่อนิยายของจูลส์ เวิร์นมาตั้งซะงั้น หายไปนานทีเดียวครับไม่รู้มียังมีใครอ่าน blog นี้อยู่อีก เจ้าของ blog หายไปนานปานจะเลิกเขียน ที่จริงแล้วตกลงใจกันกับเพื่อนๆ ที่ภาควิชาว่าจะทำเกมส่งประกวดครับ งานหนักมากเลย ก็เลยไม่มีเวลามาเขียน blog (ลองดูจากวันที่สิว่าผมเขียนค้างไว้นานแค่ไหน) สุดท้าย project ล่มไปเรียบร้อยครับ ไม่มีผลงานส่งประกวดด้วย blog ก็ไม่ได้เขียน ปิดเทอมก็ไม่ได้พัก โอ๊ย ชีวิตมันช่างน่าเศร้า


คราเก้นเป็นที่รู้จักกันมานานแสนนานในฐานะอสุรกายร่างยักษ์จากใต้ทะเลลึกซึ่งถูกเล่าขานกันมาในสแกนดิเนเวียน อย่างไรก็ตาม ไม่เคยมีชื่อ "คราเก้น" ปรากฏอยู่ในปกรณัมของนอร์สเลยครับ หากแต่ในเออร์วาโอดส์ (Örvar-Odds วรรณคดีเก่าแก่เรื่องหนึ่งของนอร์ส) มีการกล่าวถึงสัตว์ประหลาดที่เรียกว่าฮาฟกูฟา (Hafgufa) ซึ่งเขาว่ามีลักษณะคล้ายกับคราเก้น แต่ฮาฟกูฟาจะมีหน้าตาอย่างไรแน่นั้นผมก็ไม่ทราบเช่นกัน เพราะหาข้อมูลยากเหลือเกินครับ

คราเก้นถูกบรรยายลักษณะไว้ว่ามีขนาดพอกับเกาะที่ลอยอยู่เหนือน้ำ ตำนานว่าไว้ว่าอันตรายที่แท้จริงของคราเก้นไม่ได้อยู่ที่ตัวมันครับ แต่อยู่ที่น้ำวนขนาดมหึมาที่เกิดขึ้นจากมันต่างหาก อย่างไรก็ตามมันมีพลังขนาดจับเรือรบขนาดใหญ่กดลงไปใต้ผืนน้ำได้เลยทีเดียว เคยมีบันทึกไว้ว่าคราเก้นมีขนาดตัวไม่เกิน 16 กิโลเมตร (ก็ใหญ่แล้วนะ แต่เทียบกับบันทึกที่บอกว่าราวครึ่งไมล์แล้วมันก็... -_-") และใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์ทะเลทั้งหลาย มันจับปลากินเป็นอาหารในขณะเดียวกับที่ให้อาหารปลาเล็กปลาน้อยด้วยเช่นกัน เหล่าประมงในสมัยนั้นจึงพยายามจะจับปลาในแถบที่ตนคิดว่าคราเก้นอยู่ เพราะจะทำให้จับปลาได้มาก

ที่แปลกก็คือ ว่ากันว่าคราเก้นถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเกาะอยู่บ่อยครั้ง และในบางครั้งถ้ามีเกาะใดๆ ในแผนที่ที่สามารถมองเห็นได้เพียงแค่ในบางโอกาสเท่านั้น ก็จะถูกมองว่าจริงๆ แล้วแผนที่นั้นกำลังชี้ตำแหน่งของตัวคราเก้นอยู่ ไม่ใช่เกาะ

ในปัจจุบันเกมและภาพยนตร์ต่างๆ นิยมสร้างภาพคราเก้นให้เป็นปลาหมึก (หรือสัตว์ที่คล้ายปลาหมึก) ขนาดมหึมา แต่ตามตำนานเดิมไม่เคยมีระบุไว้ว่าคราเก้นเป็นปลาหมึกเลย แถมในยุคแรกๆ ลักษณะที่พรรณนาถึงเจ้าคราเก้นนี้ยังกระเดียดไปทางปูเสียมากกว่าปลาหมึกซะอีก (มีบ้างเหมือนกันที่ตีความว่าเป็นปลาวาฬ)

"Below the thunders of the upper deep;
Far, far beneath in the abysmal sea
His ancient, dreamless, uninvaded sleep
The Kraken sleepeth..."

- โดย Tennyson

Davy Jones' Locker

posted on 12 Jul 2006 12:33 by fantastica in MythicalCreature

รู้สึกว่าจะมีคนสนใจตำนาน Flying Dutchman พอสมควร เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าจะเล่าตำนานต่างๆ ที่เกี่ยวกับท้องทะเลไปอีกสักพักใหญ่ๆ (ถึงกับลงทุนเปลี่ยนธีมให้ดูเป็น Something shiny เลยทีเดียว, Aye!) คราวนี้เรามาพูดกันถึง Davy Jones ซึ่งโผล่มาในเรื่อง Pirates of the Caribbean เหมือนกันบ้างดีกว่าครับ


ผมหารูป Davy Jones เวอร์ชันอื่นไม่ได้เลย
นอกจากของดิสนีย์

มีสำนวนที่เรียกกันว่า Davy Jones' Locker ซึ่งแปลว่าก้นทะเล และมักเป็นที่นิยมใช้กันเวลาพูดถึงเรื่องที่ไม่ค่อยจะดีนัก (เช่นการตายในทะเล) แต่ดูเหมือนว่าจริงๆ แล้ว Davy Jones จะไม่ได้เป็นชื่อที่เฉพาะเจาะจงลงไปว่าเป็นใครหรืออะไร เพียงแต่หมายถึงปิศาจแห่งทะเลเสียมากกว่า เพราะหลายต่อหลายครั้ง คำว่า Davy Jones ก็ถูกนำมาใช้เรียกวิญญาณของชาวเรือทั่วไป

แต่ในอีกความหมายหนึ่ง Davy Jones คือผู้เป็นเจ้าแห่งภูตผีปิศาจ และเหล่าวิญญาณแห่งท้องทะเลทั้งมวล เขาเป็นผู้นำของเหล่าคนตายในท้องทะเลทั้งหลาย และมีอำนาจควบคุมเหตุการณ์ในท้องทะเล

จะบอกว่าเขาเป็นเจ้าสมุทรในมุมมองของปิศาจร้าย แทนที่จะมีภาพพจน์ของเทพเหมือนอย่างตำนานทั่วไปก็พอจะได้

ว่ากันว่า Davy Jones เป็นชื่อของวิญญาณร้ายที่ทำหน้าที่พิทักษ์พื้นทะเล ชาวเรือเชื่อกันว่าหากใครจมทะเลไปก็จะถูกจับยัดอยู่ในตู้ของ Davy Jones และนี่เองที่เป็นที่มาของสำนวนดังกล่าว สำหรับแรงจูงใจที่เป็นที่มาของตำนานนี้ถูกคาดเดากันไปต่างๆ นานา เรื่องหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือมีอันธพาลเจ้าของร้านเหล้าคนหนึ่งในคริสตศตวรรษที่ 16 ชื่อว่า David Jones ชอบจับพวกกะลาสียัดตู้เก็บเหล้าแล้วโยนทิ้งทะเล (โรคจิตจริงๆ ให้ตาย)

สำหรับในทางภาษาแล้ว Davy Jones ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าบุคคลาธิษฐานของคำว่า "ทะเล" เท่านั้น เช่นเดียวกับสำนวน Davy Jones' Locker

เมื่อรู้ความหมายอย่างนี้แล้ว จะเห็นว่าไม่ได้เป็นการอหังการเกินไปเลย ที่ในหนัง Pirates of the Caribbean จะได้ยิน Davy Jones พูดว่า"I am the sea." เพราะเขาหมายความตามนั้นจริงๆ


edit @ 2006/07/14 05:45:50

ในครั้งโบราณกาลก่อนที่ซูสจะถือกำเนิดขึ้นและเป็นราชาแห่งทวยเทพนั้น ผู้ดำรงตำแหน่งสุริยเทพ (Phoebus - ผู้เจิดจรัส) ได้แก่เฮลิออส (Helios) โอรสแห่งเทพไทแทนนามไฮเพอริออน (Hyperion) ต่อมาเมื่อเหล่าไทแทนหมดอำนาจลง และสมัชชาแห่งเทพถูกปกครองโดยซูสแล้ว อพอลโลจึงเป็นผู้สืบทอดสมญาฟีบัสต่อจากเฮลิออส และเป็นสุริยเทพองค์ใหม่ของกรีก

บทบาทของอพอลโลในเทพปกรณัมกรีกนั้นมีมากมายเลยทีเดียว วีรกรรมอันหนึ่งที่เด่นชัดและเป็นที่จดจำของผู้คนก็คือการสังหารมังกรร้ายนามไพธอนจนได้รับสมญาว่าไพธูส (ผู้พิฆาตไพธอน) ซึ่งไพธอนนี้ชื่อจริงๆ ของมันในภาษากรีกคือ Python Dracaena แปลว่ามังกรแห่งไพโธ (ไพโธเป็นชื่อเดิมของเมืองเดลฟี) ซึ่งต่อมาเจ้าไพธอนดราเคนานี้ก็ถูกเรียกสั้นๆ เพียงว่าไพธอนอย่างที่เป็นอยู่เท่านั้น (อ้อ ลืมบอกไปว่าดราเคนาแปลว่ามังกรเพศเมียครับ เจ้าไพธอนนี่ตัวเมียนะ คงไม่ค่อยมีคนรู้กันเท่าไหร่ ^ ^)

ครั้งนั้นมีเทวีองค์หนึ่งนามเลโตผู้สุภาพอ่อนโยนและมีจิตใจงามต่อทั้งเทพเจ้าและมนุษย์ นางมักเล่นไลร์กับเทพเจ้าซูสท่ามกลางเหล่าทวยเทพแม้ว่าแท้ที่จริงแล้วนางจะไม่ใช่ชายาของซูสก็ตาม ในกาลถัดมาเลโตก็ได้เป็นที่ปฏิพัทธ์เสน่หาแห่งซูส จนกระทั่งทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้รัก เลโตตั้งครรภ์บุตรของซูสในที่สุด

เทวีเฮร่าผู้เป็นชายาที่แท้จริงของเทพซูสไม่พอใจเหตุการณ์นี้เป็นอันมาก (แหงล่ะ เฮร่าเป็นเทวีแห่งความสัตย์ในการแต่งงานด้วยนี่นา แต่สวามีของนางซื่อสั๊ตย์ซื่อสัตย์เนาะ) ทรงส่งมังกรไพธอนตามรังควานนางเลโตไม่ให้มีที่ประสูติบุตรได้ ไพธอนนี้เป็นบุตรแห่งไกอา (บางตำราบอกว่าบิดาของไพธอนคือทาร์ทารอสซึ่งเป็นเทพไทแทนองค์หนึ่ง) และบางที่ก็จะนับรวมว่าเป็นมังกรแห่งความมืดด้วย อาจเพราะเหตุว่ามันเป็นคธอน (Chthon) หมายถึงภูตพราย หรือวิญญาณแห่งปฐพีและโลกใต้พิภพ

หมายเหตุ ปฐพีในที่นี้มีความหมายแตกต่างจากนัยของไกอา (Gaea, Gaia) หรือพิภพ แต่หมายถึงผืนดิน หรือสิ่งที่อยู่ในดินเสียมากกว่า

มันได้รับคำสั่งจากเฮร่า "ให้ตามล่าเลโตไปทั่วผืนดิน ไม่ให้มีที่ใดใต้แสงตะวันให้นางประสูติบุตรธิดาได้" ฝ่ายเจ้าไพธอนไม่เพียงแต่ไล่ตามนางเท่านั้น ไม่ว่ามันจะผ่านทางไหนก็ยังทำให้มนุษย์แถบนั้นต้องพลอยโดนหางเลขไปด้วย เลโตต้องอุ้มครรภ์หนีไพธอนไปเรื่อยแต่ก็ไม่สามารถหาที่ประสูติให้บุตรของนางได้ เทพเจ้าโพไซดอนบังเกิดความสงสารนางจึงบันดาลให้เกาะดีลอส (Delos) ผุดขึ้นจากทะเลเอเจียนนางจึงมีที่ปลอดภัยให้ประสูติบุตรน้อยในที่สุด เมื่อไพธอนไม่อาจติดตามนางเลโตได้จึงออกเดินทางกลับเดลฟี


"อพอลโลและไพธอน" โดย J. M. W. Turner

เลโตให้กำเนิดบุตรธิดาฝาแฝดบนเกาะดีลอส บุตรมีนามว่าอพอลโล ส่วนธิดามีนามว่าอาร์ทีมิส (คนพี่เป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ คนน้องเป็นเทวีแห่งดวงจันทร์) ทั้งสองเป็นเทพที่มีความชำนาญในการใช้ธนูเป็นอย่างมาก เมื่อเทพอพอลโลถือกำเนิดขึ้นแล้วก็มุ่งหน้าไปดักรอมังกรไพธอนที่เขาพาร์นาสซอสทันที (ซึ่งจะขัดกับตำนานที่อีรอสเห็นอพอลโลออกจากโอลิมปัสแล้วแอบตามไปจนถึงพาร์นอสซอส)

ประวัติของอีรอสเกี่ยวกับเรื่องนี้จะเขียนถึงในภายหลัง

เทพอพอลโลได้มุ่งหน้าไปที่นั่นโดยมีเพียงแค่คันธนูและศรอันเป็นอาวุธคู่กายของตนเท่านั้นในการต่อกรกับไพธอน เมื่อเห็นมันเคลื่อนกายผ่านเข้ามา อพอลโลก็ไม่รอช้าขึ้นสายธนูและยิงไปที่ไพธอนในทันที ศรพุ่งทะลุคอหอยของไพธอนในทันที มันล้มลงจมกองเลือดอยู่ตรงนั้นเองฟีบัสอพอลโลเดินเข้าไปใกล้นางมังกรแล้วเอ่ยว่า "บัดนี้เจ้าจงตายอยู่บนผืนดินอันหล่อเลี้ยงมนุษย์เถิด อย่างน้อยเจ้าก็จะไม่เป็นภัยต่อผู้คนที่กินไม้ผลแห่งแผ่นดินอันอุดมนี้อีกต่อไป และ ณ ที่นี้เองผืนแผ่นดินและประกายแดดแห่งไฮเพอริออนจักทำให้เจ้าต้องเน่าสลาย" (ข้อความตรงนี้ที่จริงโฮเมอร์รจนาไว้ยาวกว่านี้ครับ แต่ผมจำไม่ได้ - -")

หลังจากสังหารมังกรไพธอนแล้วอพอลโลก็สร้างวิหารขึ้นที่นั่น (ซึ่งเป็นวิหารที่เป็นที่รู้จักกันมากในนามวิหารแห่งเดลฟี) โดยนักบวชหญิงของเทพอพอลโลจะถูกเรียกว่าไพเธียตามชื่อของมังกรไพธอนนั่นเอง


    เกร็ดความรู้เพิ่มเติม
  1. เรื่องอพอลโลปราบมังกรไพธอนนี้มีหลายเวอร์ชันด้วยกัน และในบางเวอร์ชันวีรบุรุษผู้มาปราบไพธอนก็ไม่ใช่อพอลโลด้วยซ้ำ!
  2. ในเวอร์ชันหนึ่ง อพอลโลไม่ได้มาปราบไพธอนเพื่อช่วยมารดา แต่ถูกส่งมาจากโอลิมปัสเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ (ซึ่งเวอร์ชันนี้จะไปสอดคล้องกับตำนานอีรอสที่ผมกล่าวไว้ตอนแรก)
  3. หลายคนคงไม่รู้ว่ามังกรไพธอนนั้นบางครั้งก็ถูกบรรยายเอาไว้ว่ามีหน้าตาเป็นหญิงสาวด้วย (ประมาณอีคิดน่า)
  4. ลูกศรที่พุ่งทะลุคอของไพธอนทำให้ถึงแก่ความตายนี้ บางตำรากล่าวว่าไม่ใช่แค่ดอกเดียว แต่เทพอพอลโลสามารถกระหน่ำยิงไพธอนได้ด้วยธนูถึง 100 ดอก!
  5. มีเรื่องเล่าว่าการที่เทพอพอลโลมุ่งหน้าไปปราบไพธอนนี้ มีเทวีอาร์ทีมิสติดตามไปด้วย และทั้งสองร่วมกันสังหารไพธอน แต่ไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าแบบที่กล่าวว่าเป็นผลงานของอพอลโลแต่ผู้เดียว