บล็อกนี้อยู่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution Non-Commercial No-Derivative 3.0 License

MythicalCreature

เมื่อพูดถึงซาตานแล้วหลายๆ คนคงนึกถึงสิ่งมีชีวิตรูปกายคล้ายมนุษย์แต่มีเขาแพะอยู่บนศีรษะอย่างเทพแพนของกรีก และก็คงมีบางคนที่ยังพอจำได้ว่างูที่ไปล่อลวงอีฟและอดัมให้ไปขโมยผลแอ๊ปเปิ้ลในสวนเอเดนที่แท้แล้วคือซาตาน แต่ถ้าผมบอกว่าซาตานนั้นเป็นมังกรล่ะ คุณจะเชื่อผมไหม?


ภาพนี้ชื่อเซนต์ไมเคิลเหยียบมังกร ( St. Michael Trampling the Dragon)
ผลงานของราฟาเอล
ไม่ว่าจะดูอย่างไรมังกรที่ว่าก็ซาตานชัดๆ

ซาตานมีคำสรรพนามใช้แทนค่อนข้างจะหลากหลาย "ผู้ชั่วร้าย", "ปิศาจ", "เจ้าชายแห่งความมืดมิด", "เบลเซบ๊าบ", "เบเลียล", "เมฟิสโตฟีลีส", "ซามาเอล" หรือ "ลูซิเฟอร์" (แม้ว่าหลายๆ ชื่อจะมีผู้รู้หลายท่านแย้งว่าเป็นคนละคนกับซาตาน แต่ก็มีหลายตำราที่ว่าใช่อยู่นะ ผมขอเรียกรวมๆ ก็แล้วกัน) และยังมีรูปกายมากมายตามที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลและผลงานของจิตรกรต่างๆ ซึ่ง "มังกร" ก็เป็นหนึ่งในรูปกายดังกล่าวของซาตาน ด้วยเหตุนี้ผมจึงเรียกซาตานว่าเป็น "มังกรร้ายแห่งสวนเอเดน" แต่เชื่อว่าหลายๆ คนคงไม่ทราบว่าซาตานเคยปรากฏเป็นมังกรตั้งแต่เมื่อไหร่ ต้องขอยกข้อความส่วนหนึ่งจากคัมภีร์ไบเบิ้ลมาแสดงให้เห็นกันก่อนจะดีกว่า (ถ้าใครแขยงภาษาอังกฤษจะข้ามไปอ่านย่อหน้าถัดไปเลยก็ได้นะครับ ^ ^')

REVELATION 12:7 Now war arose in heaven, Michael and his angels fighting against the dragon; and the dragon and his angels fought, 8 but they were defeated and there was no longer any place for them in heaven. 9 And the great dragon was thrown down, that ancient serpent, who is called the Devil and Satan, the deceiver of the whole world -- he was thrown down to the earth, and his angels were thrown down with him. (RSV)

เนื้อความตอนนี้กล่าวถึงสงครามแห่งสวรรค์ระหว่างเซนต์ไมเคิลและมังกรซึ่งข้อความที่พิมพ์เน้นตัวหนาไว้แสดงให้เห็นว่ามังกรดังกล่าวก็คือซาตานนั่นเอง และก็เป็นที่แน่นอนว่าผลการต่อสู้ครั้งนี้ประมุขทูตสวรรค์ย่อมเป็นฝ่ายชนะ ที่จริงแล้วนอกจากข้อความส่วนนี้ก็ยังมีเนื้อหาที่เรียกซาตานว่าเป็น "มังกร" อยู่อีก แต่ที่คนทั่วไปไม่รู้คงเป็นเพราะซาตานมักจะถูกเรียกว่าปิศาจหรืออสรพิษบ่อยกว่ามาก


ภาพเซนต์ไมเคิลและมังกร ผลงานของราฟาเอลอีกเช่นกัน

รูปกายของมังกรซาตานนี้ยังระบุเอาไว้ว่าเป็นมังกรแดงตัวใหญ่ มี 7 หัว 10 เขา (7 หัวนี่แน่นอน แต่ดูเหมือนว่าจำนวนเขาจะแล้วแต่แต่ละตำรา) แต่ละเขามีมงกุฏสวมอยู่ ทั้งนี้ยังสามารถพ่นน้ำได้อย่างพญานาคอีกด้วย อย่างไรก็ตามสำหรับเนื้อหาช่วงสงครามระหว่างเซนต์ไมเคิลกับมังกรนี้มีผู้สันนิษฐานไว้ว่าที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่สงครามของจักรวาลตามที่เข้าใจและตีความกันตามตัวอักษร แต่หมายถึงการปะทะกันระหว่างวิหารเซนต์ไมเคิลและจักรวรรดิโรมัน โดยตีความสัญลักษณ์ต่างๆ ดังนี้

  • ศีรษะทั้ง 7ของมังกร= เนินทั้ง 7 ของกรุงโรม
  • เขาและมงกุฏ= จักรพรรดิโรมันองค์ที่ดีและองค์ที่ชั่วร้าย
  • หญิงงามประดับมงกุฏ 12 ดารา=อิสราเอลและวิหาร
  • ชัยชนะของพระเยซูและการคืนชีพ= ชัยชนะและอำนาจเหนือโรม

เนื่องจากเรื่องนี้เขียนอยู่ในพระคัมภีร์ฉบับพันธะสัญญาใหม่ก็คงไม่เป็นที่ประหลาดใจหรอกนะครับว่ามันไปเกี่ยวข้องอะไรกับพระคริสต์ (มันเกี่ยวข้องทั้งหมดนั่นแหละ - -") มังกรซาตานที่ว่านี้ก็เช่นกันครับ เป็นหนึ่งใน "มารผจญ" (เรียกอย่างนี้คงพอได้) ที่พระคริสต์ต้องเผชิญ ส่วนจะเกี่ยวข้องอย่างไรนั้นผมจะกล่าวถึงใน entry หน้าครับ แล้วที่ผมเขียนๆ มานี่สำนวนติดขัดตรงไหนอย่างไรช่วยติงกันบ้างนะครับ หรือข้อมูลตรงไหนผิดก็บอกได้ เพราะอย่างที่บอกไปว่าเรื่องจากศาสนาคริสต์นี่ผมไม่แม่นจริงๆ


PS entry นี้ที่จริงควรจะเสร็จและ publish ไปตั้งแต่เมื่อวันศุกร์แล้ว แต่ล่าช้าไปด้วยสาเหตุหลายประการครับ

  • วิตกจริต พิมพ์เสร็จแล้วกลับไปเช็คอีกหลายทีว่าข้อมูลผิดหรือเปล่า เพราะไม่แม่น ฮะๆ
  • ถูกโอทูแจมเล่นงาน เล่นหนักไปหน่อยทำเอาข้อมือข้อนิ้วเปลี้ยไปเลยทีเดียว
  • น้องมาขอใช้เครื่อง แล้วเผลอปิดเพจที่ผมใช้อ้างอิงอยู่ ทำเอาละเหี่ยใจไม่อยากพิมพ์ต่อเอาเลย

PPS สำหรับข้อมูลที่ใช้อ้างอิงนี้เอามาจากเพจต่อไปนี้ซะเป็นส่วนใหญ่ครับ :

http://en.wikipedia.org/wiki/Book_of_Revelation/

http://666man.net/Revelation12.html

http://sunsetwestproductions.com/bible/rev12.htm


edit @ 2005/08/14 13:09:47
edit @ 2005/08/14 19:07:02

สำหรับ "เปิดกรุมังกร" นี้ ตอนนี้ก็จะเป็นตอนจบของภาคที่หนึ่ง "มังกรในพระคัมภีร์" แล้วนะครับ (ที่จริงมังกรในพระคัมภีร์ยังมีอีกมาก แต่มักจะเป็นมังกร No-Name เหมือนตัวที่ถูกเซนต์จอร์จปราบไป) เสร็จแล้วคาดว่าผมคงจะเอาตำนานต่างๆ ที่มีคนเรียกร้องไว้แต่ยังไม่ได้เล่ามาเล่าอีกสักระยะก่อนค่อยเปิดกรุ "ภาคสอง" ต่อ;)


เรื่องราวทั้งหมดนี้เริ่มขึ้นเมื่อเกิดนิมิตขึ้นในสรวงสวรรค์ถึงสตรีผู้นุ่งห่มดวงตะวันเป็นอาภรณ์และมีดวงจันทร์อยู่ใต้เท้าของนาง บนศีรษะสวมมงกุฎประดับด้วยดวงดาราสิบสองดวง สตรีผู้นี้หมายถึงพระนางพรหมจารีย์มารีอาผู้ให้กำเนิดพระเยซูคริสตเจ้านั่นเอง (แต่ถ้าตีความในอีกแง่หนึ่งก็จะหมายถึงประเทศอิสราเอล)

ในขณะเดียวกันก็มีนิมิตอีกอย่างหนึ่งปรากฏบนสรวงสวรรค์ นั่นคือมังกรแดงที่มีร่างกายใหญ่มหึมา มังกรนี้มี 7 ศีรษะ 10 เขาดังที่ได้กล่าวไว้แล้วครั้งก่อน มังกรนี้เองคือซาตาน


มังกรแดง (ซาตาน) กับหญิงที่นุ่งห่มแสงอาทิตย์
ภาพจาก http://www.revelationillustrated.com/

หางของมังกรวางพาดอยู่บน 1/3 ของดวงดาวทั้งหมด (บางที่ก็ว่าบันไดขั้นที่ 3 ของสรวงสวรรค์) แล้วมันก็ขว้างดวงดาวเหล่านั้นลงไปยังโลก จากนั้นก็มาหยุดยืนอยู่หน้าสตรีนั้น เพื่อที่ว่าจะได้เขมือบบุตรของนางทันทีที่ถือกำเนิด ถ้าใครยังจำได้ในช่วงที่พระคริสต์จะประสูตินั้นซาตานต้องการจะตามล่าสังหารใช่มั้ยครับ? นี่ล่ะ มันคือข้อความช่วงนี้เลย แต่เมื่อบุตรของนาง (พระเยซู) ถือกำเนิดขึ้นแล้วก็ได้ไปยังบัลลังก์ของพระผู้เป็นเจ้า (แปลว่าแทนที่มังกรจะได้กินเด็ก ก็ได้กินแห้วแทน) ส่วนตัวนางเองก็หนีไปหลบยังสถานที่ที่พระผู้เป็นเจ้าได้เตรียมไว้ให้ อ้อ.. ลืมบอกไปเด็กนี้เห็นเขาว่า "จะเป็นผู้ปกครองชาติต่างๆ ทั้งหมดด้วยแท่งเหล็ก" ด้วยล่ะ (แล้วแท่งเหล็กนี่มันอะไรหว่า - -")

ที่จริงแล้วเรื่องหาง (tail) ของมังกรซาตานนี้มีคนเขาว่าเป็นการเล่นคำครับ เขาว่าตามความหมายจริงๆ แล้วเนื้อความตอนนี้ไม่ได้หมายถึงหาง แต่หมายถึงเรื่องที่ซาตานเอ่ยขึ้น (tale) เพื่อชักจูงให้เกิดการกบฏขึ้นบนสรวงสวรรค์นั่นเอง "ดวงดาว" ก็หมายถึงเหล่าทูตสวรรค์ครับผม เพราะฉะนั้นก็จะตีความได้ว่าซาตานได้เอ่ยยุยงให้ 1/3 ของเหล่าทูตสวรรค์ตั้งตนเป็นกบฏต่อพระเจ้า (คิดในอีกแง่หนึ่ง ศีรษะทั้ง 7 ของมังกรหมายถึงชนชาติทั้ง 7 ที่มีสัมพันธภาพกับอิสราเอลและเขาทั้ง 10 ก็คือจักรพรรดิโรมัน 10 พระองค์สุดท้าย ซึ่งจักรวรรดิโรมันนั้นตามล่าพระคริสต์) เรื่องจำนวนของทูตสวรรค์นี้บ้างก็ว่า 3 ใน 5 บ้างก็ว่า 2 ใน 3 (เช่นใน blog ของ Mabus) แต่ตามแหล่งอ้างอิงของผมเป็น 1 ใน 3 นะครับ เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดถือเรื่องจำนวนมากนัก

แล้วซาตานยุยงเหล่าทูตสวรรค์ได้อย่างไร? ก่อนอื่นต้องขอพูดถึงทูตสวรรค์ลูซิเฟอร์ก่อนเผื่อคนที่ไม่รู้จัก ลูซิเฟอร์นี้มีสมญาเป็นโอรสแห่งรุ่งอรุณ (The Son of the Morning) เป็นสิ่งที่สวยงามและสมบูรณ์ที่สุดที่พระผู้เป็นเจ้าสร้างขึ้น ก่อนที่บาปจะก่อตัวขึ้นในจิตใจของเขา ด้วยความหยิ่งผยองในอำนาจและความสง่างามของตนที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับลูซิเฟอร์ได้ที่นี่


ทูตสวรรค์ลูซิเฟอร์ผู้เป็นกบฏต่อพระเจ้า
ภาพจาก http://momentin.com/

ถ้าอิงตามกลุ่มที่นับว่าลูซิเฟอร์คือสิ่งเดียวกับซาตาน เหตุการณ์ตอนนี้ก็คือการที่ลูซิเฟอร์ก่อกบฏก่อนจะตกลงไปยังนรกเบื้องล่างและกลายเป็นซาตาน ถ้าอิงตามกลุ่มที่ถือว่าซาตานไม่ใช่ลูซิเฟอร์ เหตุการณ์ช่วงนี้ก็คือลูซิเฟอร์ถูกยุยงโดยซาตานให้เกิดความแคลงใจจนก่อกบฏขึ้น


สงครามระหว่างเหล่าทูตสวรรค์
ภาพจาก
http://www.tribulation.com/

และแล้วก็เกิดสงครามขึ้นบนสวรรค์ระหว่างเหล่าทูตสวรรค์ที่นำโดยเซนต์ไมเคิลกับมังกรและทูตสวรรค์ที่หลงเชื่อคำของมัน แล้วมังกรซาตานนั้นรวมทั้งเหล่าทูตสวรรค์ใต้การนำของมันก็ถูกขับลงไปยังโลก ด้วยสรวงสวรรค์ไม่ใช่ที่สำหรับมันอีกต่อไป เมื่อมังกรเห็นว่ามันตกลงไปยังโลกแล้วก็ออกตามหญิงผู้มีดวงตะวันเป็นอาภรณ์ทันที แต่สตรีผู้นั้นกลับได้รับปีกอินทรีคู่หนึ่งจากพระผู้เป็นเจ้าบินหลบหนีไปจากอสรพิษนั้น แล้วเจ้าอสรพิษก็อ้าปากพ่นน้ำออกท่วมแผ่นดิน หวังจะได้พัดเอาหญิงนั้นไปตามกระแสน้ำหลาก แต่ธรณีก็ได้ช่วยเหลือนางโดยการเปิดกว้างออกแล้วสูบเอาน้ำของมังกรนั้นไปจนสิ้น เนื้อความตอนนี้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของซาตานในการตามล่าพระคริสต์ ที่จริงแล้วยังสามารถตีความอีกแบบซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับลัทธิ Antichrist ในยุโรปได้ด้วย แต่เนื่องจากเรื่องจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นผมจะไม่พูดถึงในที่นี้ (ใครสนใจไปหาอ่านเอาเองตาม credit ที่ผมให้ไว้ใน entry ที่แล้ว)


ในตอนท้ายมังกรยิ่งโกรธหญิงผู้นี้มากขึ้นไปอีก และจะทำสงครามกับผู้สืบทอดของนางซึ่งมีบัญญัติ 10 ประการและมีสัญลักษณ์ของพระคริสต์ เรื่องราวหลังจากนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามแห่งสวรรค์แล้ว แต่จะเป็นการกล่าวถึง "ผู้จรรโลงโลกจอมปลอม" (ขอยืมศัพท์ MMR มาใช้) ซึ่งเดี๋ยวมันจะยาวไปกันใหญ่ เป็นอันว่าผมขอปิดกรุมังกรภาคแรกไว้แค่นี้แล้วกันครับ คราวหน้าเขียนเรื่องอะไรดีนะ อีรอสกับไซคีดีมั้ย? ^ ^

เนื่องจากใกล้สอบไฟนอลแล้ว ประกาศดร็อป เอ้ย! ดองบล็อกอีกเช่นเคย เพราะฉะนั้นนี่คงเป็น entry ส่งท้ายก่อนปิดเทอมแล้วละครับ (เทียบกับคนอื่นที่เริ่มเขียนเกือบจะพร้อมกันแล้วทำไมเราเขียนไม่ค่อยบ่อยอย่างเขาเลยหว่า - -")

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เกี่ยวกับกริฟฟิน (หรือกรีฟอน) ที่ใครหลายคนรู้จักกันดีอยู่แล้วนั้น คุณแน่ใจแล้วหรือว่าคุณรู้จักมันจริงๆ? ถ้าคิดว่าแน่ลองมาตอบคำถามข้อนี้ของผมดู

^ ไอ้ตัวนี้เพศผู้หรือเพศเมีย?

แค่นี้แหละครับ ถามสั้นๆ ง่ายๆ.. แต่ตายเรียบถ้าคุณรู้คำตอบก็ยินดีด้วย แสดงว่าคุณคลั่งไคล้เรื่องแฟนตาซีเอาการเชียวล่ะ เพราะมีแค่ไม่กี่คนหรอกที่รู้ว่ากริฟฟินที่เราเห็นกันบ่อยๆ นั้นเป็นเพศเมียแทบทั้งสิ้น

ใช่แล้วครับ คำตอบคือเพศเมีย เพราะอะไรน่ะรึ? ก็เพราะกริฟฟินตัวผู้ไม่มีปีกน่ะสิ! ถ้าผมไปถามใครว่า "นายรู้ไหมว่ากริฟฟินมีลักษณะอย่างไร" คำตอบที่ได้ก็มักจะเป็นสัตว์ที่ "มีหัวและปีกเป็นอินทรี มีลำตัวเป็นสิงโต" ใช่มั้ยล่ะ? แต่ข้อเท็จจริงก็คือมีแต่กริฟฟินตัวเมียเท่านั้นที่มีปีก ส่วนตัวผู้บริเวณที่เป็นปีกจะเป็นหนามแหลมแทนครับ ลักษณะทางกายภาพเด่นๆ บางอย่างของกริฟฟินที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงกันนักก็คือการที่มันมีหูอย่างม้าหรือลา และในบางครั้งก็มีหางเป็นงูด้วย (ภาพข้างต้นกริฟฟินมีหูแบบลา แต่ไม่มีหางเป็นงู) นอกจากนี้กริฟฟินยังมีอุปนิสัยบางประการคล้ายกับมังกร (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมังกร คลิ๊กที่นี่) เช่นชอบทองและอัญมณี ในบางครั้งก็ขโมยมาปกปักไว้เป็นของตัวเองเสียด้วย ด้วยเหตุนี้กริฟฟินจึงเป็นสัญลักษณ์ของการพิทักษ์รักษาสิ่งมีค่าต่างๆ

คนชอบคิดว่ากริฟฟินเป็นสัตว์จากตำนานเทพกรีก แต่ที่จริงแล้วเรื่องราวของกริฟฟินถูกเล่าขานกันในหลายชนชาติมากครับ เช่นในอียิปต์ หรือยูเครน และคาดว่าจะมีที่มาจากอินเดียเป็นที่แรก (แต่ก็ไม่มีใครยืนยันได้) กริฟฟินมักทำรังแบบเดียวกับนกอยู่ตามริมผาสูง แต่ไข่ของมันกลับไม่ได้ธรรมดาอย่างนกทั่วไป เพราะมันวางไข่เป็น "โมรา"ซึ่งเป็นอัญมณีชนิดหนึ่ง มีลักษณะหลากหลายทั้งในด้านสีและความทึบใสต่างๆ (มีทั้งแดง เขียวอ่อน ฟ้า เทา ขาว ส้ม ฯลฯ) ชาวอียิปต์สมัยก่อนถือเป็นเครื่องลางชนิดหนึ่ง กริฟฟินมีอุปนิสัยประหลาดๆ คือเป็นคู่ปรับตัวฉกาจของม้า (ถึงแม้ว่าศักยภาพของมันจริงๆ แล้วจะต่อกรกับมังกรไหวทีเดียว มันก็ยังเป็นคู่ปรับของม้า) อย่างไรก็ตามถ้ากริฟฟินผสมพันธุ์กับม้า เราจะเรียกลูกของมันว่าฮิปโปกริฟ มีลักษณะเหมือนกริฟฟินทุกประการ ยกเว้นส่วนที่เป็นสิงโตจะเป็นแบบม้าแทนฮิปโปกริฟเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่เป็นไปไม่ได้


ภาพฮิปโปกริฟ นำมาจากเว็บ http://www.fictionalworlds.com/

พักเรื่องฮิปโปกริฟแค่นี้ก่อน เดี๋ยวจะนอกเรื่องไปกันใหญ่ อย่างที่ว่าไปแล้วว่าตำนานกริฟฟินมีอยู่หลายชนชาติมาก นั่นแหละครับ ไทยเราก็มี (แค่ดูภาพ header ก็คงรู้กันแล้วสินะ - -") กริฟฟินพันธุ์ไทยแท้ของเรามีชื่ออันสุดแสนจะไพเราะว่า "ไกรสรปักษา" ครับ (ไกรสร = สิงโต + ปักษา = นก) อย่าไปจำสับสนกับสกุณไกรสรนะครับ (สกุณา = นก + ไกรสร = สิงโต) ถึงมันจะเป็นนกกับสิงโตเหมือนกัน แต่มันก็หน้าตาไม่เหมือนกัน ดังรูป


ภาพจากเว็บ http://www.himmapan.com/

ภาพทางซ้ายคือไกรสรปักษาส่วนทางขวาคือสกุณไกรสรครับ click เพื่อดูภาพใหญ่ โดยไกรสรปักษาของไทยเรานั้นจะมีลักษณะเด่นแตกต่างไปจากกริฟฟินของต่างชาติคือมีกายสีเขียวอ่อน มีเกล็ดปกคลุมกาย และไม่มีใบหูนะครับ แต่ไม่มีระบุไว้ว่าตัวผู้ไม่มีปีก ก็คงจะมีปีกทั้งสองเพศ ส่วนสกุณไกรสรนั้นไม่มีเกล็ด และไม่มีปีกครับ

เป็นไงบ้างครับสำหรับเนื้อหาคราวนี้ หวังว่าผมคงไม่หน้าแตกนะที่จั่วหัวเอาไว้ว่า "ละเอียดกว่าที่คุณเคยรู้" น่ะ เอาไว้เจอกันหลังสอบครับผม ^ ^


PS หวังว่า entry นี้คงทำให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายเข้าใจได้แล้วว่าทำไมงวดนี้ผมตั้งใจเปลี่ยน theme ให้ออกแนวไทยๆ (แต่ยังคงความคลาสสิคแบบแฟนตาซีอยู่นะ)

PPS หางของกริฟฟินที่ว่าหลายครั้งปรากฏเป็นงูนั้น บางครั้งก็ถึงขั้นเป็นหางแมงป่องไปด้วยซ้ำครับ ขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้เขียน

PPPS หลังสอบถ้าผมยังไม่หมดอารมณ์ซะก่อนก็ยังจะเขียนแทรกเกร็ดเทียบกับตำนานไทยแบบนี้อยู่อีกพักใหญ่นะ คิดว่าน่าจะช่วยให้คอแฟนตาซีทุกท่านเปลี่ยนบรรยากาศได้บ้าง (เห็นเสพวรรณกรรมฝรั่งมาเยอะแล้ว)

Edit แก้ไขข้อมูล agate -> โมรา


edit @ 2005/09/10 22:21:48

Favourites