บล็อกนี้อยู่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution Non-Commercial No-Derivative 3.0 License

NorseSaga

ตามเทพปกรณัมของนอร์สวาลคีรี่ (-Valkyrie หรือที่บางครั้งก็เรียกว่าวัลเคียร์ -Valkyre) หมายถึงเหล่าข้าบริพารหญิงของเทพเจ้าโอดิน ชื่อนี้มีความหมายในภาษาอังกฤษว่า Chooser of the Slain (ผู้คัดเลือกเหล่าผู้วายปราณ) แต่ในหลายๆ ครั้งก็ถูกเรียกว่า Battle-maiden (สตรีนักรบ), Shield-maiden (สตรีถือโล่), Swan-maiden (เหมนารี)และ Mead-maiden (สตรีผู้ร่ำสุรา) ซึ่งล้วนแล้วแต่ชี้เห็นถึงหน้าที่หรือลักษณะของพวกนางทั้งสิ้น (คำอังกฤษเป็นที่ใช้กันแพร่หลายทั่วไปในภาษาต่างประเทศครับ ส่วนคำภาษาไทยนั้นผมพยายามถอดความเอง แหะๆ)

หน้าที่หลักๆ ของพวกวาลคีรี่ก็คือการเสาะหานักรบผู้เสียชีวิตในการต่อสู้ หรือการปฏิบัติภารกิจบางอย่าง ซึ่งมีความสามารถและความกล้าหาญเพียงพอ พาตัวกลับวาลฮัลลา (หอโถงแห่งผู้วายปราณ) บนสรวงสวรรค์อัสการ์ด นักรบเหล่านี้เรียกว่าไอน์แฮเรียร์ (-Einherjar) ซึ่งได้รับเลือกให้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าทวยเทพในศึกวันสิ้นโลกแร็กน่าเริ้ค (Ragnarök) *ที่ไม่อ่านว่า "แร็กนาร็อค" อย่างที่หลายๆ คนเรียกกันก็เพราะตัว ö ที่จริงต้องออกเสียงสระ เ-อ ไม่ใช่สระ -อ ครับ*

และนี่ก็คือที่มาของคำว่าผู้คัดเลือกเหล่าผู้วายปราณ

ในหอวาลฮัลลา เหล่าไอน์แฮเรียร์จะได้รับการดูแลอย่างดีจากวาลคีรี่ภายในนั้น รวมไปถึงหน้าที่ร่ำสุราอีกด้วย (อันนี้เป็นเหตุผลให้ถูกเรียกว่าสตรีผู้ร่ำสุรา) ทุกๆ วันไอน์แฮเรียร์จะต้องทำการซ้อมรบด้วยอาวุธจริง เครื่องป้องกันจริง และตายจริงๆ ครับ แต่หลังจากที่ตายไปแล้วจะได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาซ้อมต่อ (โหดเป็นบ้า ไม่รู้มันเป็นสวรรค์ตรงไหนกันเนี่ย) และด้วยเหตุผลที่คุณเธอทั้งหลายสวมเกราะถืออาวุธพร้อมสรรพผิดจากนางฟ้าทั่วไปที่มักจะใส่ชุดวาบหวิวเลยเป็นสาเหตุของชื่อ "สตรีนักรบ" และ "สตรีถือโล่" นั่นแล

วาลคีรี่มักไปไหนมาไหนโดยการสวมคราบหงส์ไป ("เหมนารี") หรือบางที่ก็บอกว่าไม่ได้แปลงเป็นหงส์ แต่แปลงเป็นนกราเวน (นกสีดำ คล้ายๆ อีกา แต่ใหญ่กว่าหน่อย) หรือบางตำราก็ว่าขี่ม้าบิน ฯลฯ แถมบางทีมีการร่อนลงมาเทียวไปเทียวมา เจอหนุ่มแอบลักคราบหงส์ไปซ่อนเกี้ยวพาราสีเล่นเป็นไฮไลท์ให้ชีวิตอีก แต่อันนี้ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นจริงๆ อยู่ตรงที่ว่าเนื่องจากพวกวาลคีรี่มักทำตัวเป็นนกแร้งบินไปบินมามองหานักรบชะตาขาด จึงมีนักรบไม่น้อยเหมือนกันที่เห็นพวกวาลคีรี่เป็นยมทูต และก็ไม่ใคร่อยากจะเจอะเจอนัก (คือคิดในแง่นึงมันก็ดีว่าถ้าเจอพวกเจ๊ๆ แปลว่าได้ขึ้นสวรรค์ แต่ถ้าคิดในอีกแง่นึงแปลว่าไปรบงวดนี้ตายชัวร์ใช่ปะ ^ ^)

วาลคีรี่ที่เป็นที่รู้จักดีได้แก่บรินฮิลด์, ฮิลด์, ซิกร์ดรีฟา, ซิกรูน,สวาฟา,ธรุดและกุดดรุน แต่ที่จริงยังมีกวีบทต่างๆ ที่เผยชื่อของวาลคีรี่ต่างๆ อีกยาวเป็นหางว่าวเชียวครับ ขอไม่บอกดีกว่านะ ขี้เกียจนั่งแปล ^ ^ (เพราะมันมีตัวอักษรที่ไม่ใช่ละตินเพียบเลยล่ะ)


ภาพบรินฮิลด์ วาดโดย Arthur Rackham ครับ


PS ขออภัยจริงๆ ครับที่มาอัพช้ามากๆ ช่วงนี้ติดพันอยู่กับการทำ sub อย่างแรง (ประมาณว่าเริ่มติดใจแล้ว แปลแค่ FF7AC เรื่องเดียวไม่มันมือ)

PPS ช่วงเปิดเทอมก็คงจะอัพแค่อาทิตย์ละครั้งนะครับ

EDIT : แก้จาก "มยุรนารี" -> "เหมนารี"


edit @ 2005/10/28 22:35:18

สิ้นคำสาปอันด์วารี

posted on 12 May 2005 21:25 by fantastica in NorseSaga

เมื่อนำสมบัติไปซ่อนเรียบร้อยแล้วกุนนาร์กับโฮกนีก็เดินทางไปยังดินแดนของกษัตริย์อัทลี ทันทีที่พบหน้ากันอัทลีก็เอ่ยปากขอสมบัติทันที กุนนาร์เองได้กล่าวปฏิเสธไปอย่างแข็งขัน เมื่อไม่มีทีท่าจะยอมอ่อนข้อให้อัทลีจึงให้ทหารที่ซุ่มอยู่โจมตีคณะเดินทางของกุนนาร์ในทันที และแม้ว่ากองทหารของกุนนาร์และโฮกนีจะเก่งกาจในเชิงรบแต่ก็พ่ายแพ้อย่างง่ายดายเพราะมีจำนวนน้อยกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด
อย่างไรก็ดีกองทหารของกุนนาร์ก็รบอย่างมีเกียรติจนถึงคนสุดท้าย (ตีความได้อีกอย่างว่าตายกันหมด) กุนนาร์และโฮกนีถูกจับเป็นเชลยของกษัตริย์อัทลี แต่ทั้งสองก็ยังคงปฏิเสธจะเปิดเผยที่ซ่อนทองคำแม่น้ำไรน์ อัทลีจึงทรมานเชลยของตนอย่างเหี้ยมโหด
แม้ว่ากุนนาร์จะทนการทรมานไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่งแต่เขาก็ยังไว้ลายนะครับ เริ่มแรกทีเดียวเขากล่าวแก่อัทลีว่าเขาได้สาบานไว้แล้วว่าจะไม่ยอมเปิดเผยที่ซ่อนขุมทรัพย์ให้ผู้ใดเป็นอันขาด จนกว่าโฮกนีจะสิ้นชีวิต (เมื่อเป็นเช่นนี้อัทลีก็ต้องตีความเข้าข้างตัวเองว่าถ้าสังหารโฮกนีเสียแล้วกุนนาร์จะต้องเปิดเผยที่ซ่อนแน่นอน) อัทลีประหารชีวิตโฮกนีตามคาดครับ แต่เมื่อกลับมาคาดคั้นกุนนาร์อีกครั้งกุนนาร์กลับหัวเราะก้องแล้วกล่าวว่า "ข้าจะไม่มีทางเปิดเผยที่ซ่อนให้แก่เจ้าเป็นอันขาด บัดนี้เมื่อโฮกนีจากไปแล้วมีเพียงข้าผู้เดียวเท่านั้นที่รู้ว่ามันอยู่ไหน" O o สรุปว่าแบบนี้ อัทลีฆ่ากุนนาร์ไม่ได้นะเนี่ย หลักแหลมจริงๆ แต่กุดดรุนกลับสาปแช่งการกระทำของสวามีตนซึ่งเป็นการหักหลังโฮกนี (โดยส่วนตัวแล้วผมเข้าข้างกุนนาร์นะ)

เมื่อเห็นว่าหมดทางที่จะคาดคั้นเอาคำตอบจากกุนนาร์ได้แล้ว อัทลีจึงสั่งให้ทหารเอากุนนาร์โยนลงไปในบ่ออสรพิษ (บ่อเลี้ยงงูนั่นแหละ) กุดดรุนพยายามที่จะช่วยก็เลยโยนเอาฮาร์ปซึ่งเป็นเครื่องดนตรีถนัดของกุนนาร์ลงไปให้ แม้ว่ากุนนาร์จะถูกมัดทำให้ใช้แขนไม่ได้แต่เขาก็เอาเท้าเล่นฮาร์ป (O o บ้าแล้ว อะไรมันจะเก่งปานนั้น) เสียงฮาร์ปไพเราะเสียจนบรรดางูๆ ทั้งหลายหลับปุ๋ยกันหมด แต่มีอยู่ตัวนึงที่ยังสะลึมสะลือมากัดถูกกุนนาร์ได้ กุนนาร์จึงเสียชีวิตด้วยพิษงู (อืม.. ยังไม่อภัยมณีพอแฮะ)

ภาพกุนนาร์กับฮาร์ปคู่ใจ (พอดีหาตอนที่ถูกโยนลงบ่อไม่ได้ครับ ขออภัย)

กุดดรุนเจ็บแค้นกับการกระทำของอัทลีมาก (ฆ่าญาติหล่อนซะสิ้นตระกูล) จึงล้างแค้นโดยการมอมเหล้าอัทลีกับข้าราชบริพารจนเมาแอ๋กันหมด แล้วดอดไปเชือดคอลูกชายที่มีกับอัทลีทั้งสองคน เอาเลือดมาผสมลงในไวน์และเอาเนื้อมาปรุงอาหารเสร็จเรียบร้อยก็เอาไปเสิร์ฟให้กับคุณฝาละมีของตน
อัทลีกินไปจนอิ่มแปร้แล้วก็ถามกุดดรุนว่า เอ.. วันนี้ลูกเรามันอยู่ไหนหว่า เห็นเงียบๆ ไป กุดดรุนก็ตอบกลับไปเสียงหวานว่าก็คุณเพิ่งดื่มเลือดแล้วก็กินเนื้อเขาไปหยกๆ ไงคะ (> < บรื๋อ สยองแฮะ ไม่คิดว่าจะโหดได้ขนาดนี้) พอพูดจบแล้วก็ชักดาบขึ้นมาแทงทะลุคอหอยของอัทลีตาย แล้วก็กล่าวกับศพอัทลีว่าเธอยังรักซิกฟรีดอยู่ และแม้ว่าเธอต้องอยู่ต่อไปโดยเป็นหม้ายก็ยังดีกว่าต้องมาแต่งงานกับเขา (อัทลี)

เมื่อคนที่เธอรักเสียชีวิตกันไปหมดแล้วกุดดรุนก็ตั้งใจจะโดดทะเลตาย แต่เธอกลับไม่ตายหนำใจเพราะถูกราชาองค์หนึ่งชื่อโจนัคร์ช่วยไว้ ทั้งสองแต่งงานกันมีลูกสามคนชื่อว่าฮัมเดียร์ ซอร์ลี และเอิร์พ กุดดรุนพาลูกสาวซึ่งมีกับซิกฟรีดไว้ก่อนหน้านี้ชื่อสวานฮิลด์มาอยู่ด้วย
หลายปีผ่านไป กษัตริย์จอร์มุนเร็คต้องการจะแต่งงานกับสวานฮิลด์ก็เลยส่งโอรสนามว่าแรนด์เวอร์มาช่วยจีบ (อ๊ะๆ มีลูกแล้วนี่เจ้าโคเฒ่า) แต่น้ำตาลใกล้มด ใครล่ะจะอดได้ แรนด์เวอร์ก็เลยจีบสวานฮิลด์ไปเองเสียฉิบ พอกษัตริย์จอร์มุนเร็ครู้เข้าก็เลยสั่งแขวนคอโอรสตัวเอง แล้วให้ม้าป่าวิ่งทับสวานฮิลด์ (เพราะรู้ตัวว่าจีบไม่ติดแล้ว โหดจริงๆ ทำไมวันนี้มีแต่เรื่องโหดๆ)

คนนี้ล่ะ สวานฮิลด์ สวยมั้ยล่ะ?

กุดดรุนพอทราบว่าลูกสาวตัวเองตายก็เลยสั่งให้ลูกชายตัวเองไปแก้แค้นกษัตริย์จอร์มุนเร็ค เอิร์พแสดงความเห็นว่าพระองค์คงประหารสวานฮิลด์ด้วยความเข้าใจผิดมั้ง บรรดาพี่น้องเลยเข้าใจว่าเอิร์พไม่ยอมไปช่วยแก้แค้นก็เลยฆ่าเอิร์พทิ้งไปอีกคน (เลือดสาดอีกแล้วง่า T T) ฮัมเดียร์กับซอร์ลีใส่เสื้อเกราะที่มีอำนาจวิเศษซึ่งจะทำให้ดาบ หอก โล่ใช้การไม่ได้ แล้วบุกไปสังหารกษัตริย์จอร์มุนเร็ค

นางกุดดรุนสั่งให้ฮัมเดียร์กับซอร์ลีไปล้างแค้นให้สวานฮิลด์

เพื่อให้สมแค้น สองพี่น้องจึงช่วยกันตัดแขนขาจอร์มุนเร็คก่อนที่จะตัดคอ แต่ยังไม่ทันจะตัดคอจอร์มุนเร็คทหารรักษาการณ์ก็ไหวตัวทัน แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรทั้งสองได้เพราะมีเสื้อเกราะวิเศษ อย่างไรก็ตามชะตาชีวิตของคนทั้งสองต้องถึงฆาตภายในวันนี้แล้ว เทพเจ้าโอดินจึงปรากฏกายขึ้น (เพราะไม่เห็นแววว่ามันจะตายภายในวันนี้ได้ไงถ้าไม่มาช่วย) แล้วกล่าวแก่จอร์มุนเร็คให้ใช้ก้อนหินขว้างใส่ทั้งคู่ก็จะเอาชนะเกราะวิเศษนี้ได้ ฮัมเดียร์กับซอร์ลีจึงถูกทหารรุมขว้างก้อนหินใส่จนตาย ถือเป็นอันสิ้นสุดเชื้อสายแห่งกวีคุงส์ และถือเป็นอันสิ้นสุดคำสาปแห่งแหวนด้วย เพราะยังไม่มีผู้ใดค้นพบทองคำแม่น้ำไรน์ได้เลยนับแต่นั้นมา


edit @ 2005/05/13 16:30:23

ในที่สุดซิกฟรีดก็นึกเรื่องราวของบรินฮิลด์ออก แต่มันก็สายไปแล้วครับ เพราะบรินฮิลด์ได้แต่งงานกับกุนนาร์ไปเสียแล้ว ซิกฟรีดจึงไม่สามารถทำอะไรได้ ซิกฟรีดกลับไปหากุดดรุนผู้เป็นภรรยาของเขาและเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้น จากนั้นก็มอบแหวนอันด์วาริเนาท์ให้กุดดรุนเป็นผู้เก็บไว้
เหตุการณ์บานปลายในอีกหลายปีต่อมา เมื่อบรินฮิลด์กับกุดดรุนเม้าธ์กันตามประสาคุณนายว่าผัวชั้นนะเก่งกาจกว่าผัวหล่อนเป็นไหนๆ ฯลฯ กุดดรุนคันปากสุดๆ เลยโพล่งออกไปว่าคนที่ฝ่าเปลวไฟไปหาบรินฮิลด์น่ะ ไม่ใช่กุนนาร์หรอก ที่จริงแล้วเป็นซิกฟรีดต่างหากจึงเก่งกาจสามารถฝ่าเปลวไฟไปหาเธอได้ถึง 2 ครั้ง (กรุณาจินตนาการภาพตาม ถ้าเป็นละครไทยคงจะมีกรี๊ด ไม่จริ๊ง~ ฯลฯ กันอีฉากนี้แหละ - -") บรินฮิลด์ยืนกรานไม่ยอมเชื่อกุดดรุนครับ กุดดรุนก็เลยเอาอันด์วาริเนาท์มาโชว์บรินฮิลด์ (บรินฮิลด์เคยถือครองแหวนนี้อยู่พักนึงตอนซิกฟรีดไปหาครั้งแรก จำได้มั้ยครับ?)

บรินฮิลด์ทั้งเสียใจและโกรธมากที่สามีและคนที่ควรจะเป็นสามีเธอรวมหัวกันหลอกเธอ แม้ซิกฟรีดจะอธิบายกับเธอว่าตอนนั้นเขาต้องมนต์ของกริมฮิลด์อยู่ หรือเขาพร้อมที่จะไปจากกุดดรุนแล้วแต่งงานใหม่กับเธอแต่บรินฮิลด์ก็ไม่ยอมรับฟังสิ่งใด (นึกภาพละครไทยอีกที.. โอว เห็นภาพๆ) บรินฮิลด์ตั้งใจเสียแล้วที่จะแก้แค้นซิกฟรีด ในคืนนั้นนางแกล้งไปบอกกุนนาร์ว่าตอนที่ซิกฟรีดแปลงกายเป็นกุนนาร์นั้นนางได้สูญเสียพรหมจารีย์ให้กับเขาแล้ว กุนนาร์ก็โกรธเป็นอย่างมาก แต่กุนนาร์กับโฮกนีเคยสาบานเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่ซิกฟรีดเพิ่งมาถึงกวีคุงส์แล้วว่าจะไม่ทำร้ายซิกฟรีด กุนนาร์เลยให้น้องเล็ก (กุททอร์ม ผู้ไม่เคยมีบทบาทอะไรเลยตั้งแต่เล่าให้ฟังในคราวก่อน) ไปลอบสังหารซิกฟรีด

แต่มีหรือที่วีรบุรุษผู้เก่งกาจอย่างซิกฟรีดจะเสียท่าง่ายๆ กุททอร์มคว้าน้ำเหลวไปถึง 2 ครั้ง จนในครั้งสุดท้าย เขาตั้งใจจะสังหารซิกฟรีดในตอนหลับ กุททอร์มก็ย่องๆ มาถึงแทง ฉึ้ก! เข้าให้แล้วกำลังจะแจ้นกลับ แต่ปรากฏว่าซิกฟรีดซึ่งยังไม่ตายในทันทีพอรู้ว่ามีคนพยายามจะลอบสังหารก็เลยลุกขึ้นมาขว้างดาบใส่ ดาบของซิกฟรีดปักเข้ากลางหลังกุททอร์มตายคาที่ กุดดรุนตกใจตื่นมาเห็นซิกฟรีดกำลังจะตายก็ยิ่งตกใจใหญ่ แต่ซิกฟรีดกลับปลอบกุดดรุนผู้ภรรยาของตนอย่างสงบก่อนจะสิ้นใจ ไม่นานต่อมางานศพของซิกฟรีดก็ถูกจัดขึ้น

ภาพงานศพของซิกฟรีด

ในงานศพของซิกฟรีดนั้นเอง บรินฮิลด์ได้สารภาพกับกุนนาร์ว่าเรื่องที่ซิกฟรีดหลับนอนกับตนนั้นเป็นเรื่องโกหก และได้ให้คำพยากรณ์ไว้ว่ากุนนาร์กับเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ จะต้องประสบกับโศกนาฏกรรมด้วยกันทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากนั้นนางก็ไม่อาจกลั้นความเศร้าโศกของตนเองได้ จึงสังหารซิกมุนด์ซึ่งเป็นบุตรที่ซิกฟรีดกับกุดดรุนมีด้วยกันเสีย ก่อนจะเชือดคอตายตาม ศพของบรินฮิลด์ถูกฝังด้วยกันกับซิกฟรีด

กุดดรุนอยู่แต่ในความโศกเศร้านับแต่นั้นมา แต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งมาขอนางแต่งงาน กษัตริย์องค์นี้ทรงพระนามว่าอัทลี แต่อัทลีก็ไม่ได้รักกุดดรุนจริงๆ เพียงแต่ต้องการสมบัติของซิกฟรีดเท่านั้น (รวมถึงอันด์วาริเนาท์ด้วย) กุดดรุนยังไม่สามารถลืมซิกฟรีดได้จึงไม่ยอมแต่งงานด้วย
อย่างไรก็ตาม กุนนาร์กับกริมฮิลด์ต่างก็ต้องการให้กุดดรุนแต่งงานกับอัทลี เพราะอัทลีเกี่ยวข้องเป็นพี่ชายของบรินฮิลด์ จึงกลัวว่าอัทลีอาจไม่พอใจที่ไม่ได้ห้ามบรินฮิลด์เอาไว้เมื่อบรินฮิลด์จะฆ่าตัวตาย และนำมาใช้เป็นข้ออ้างยกทัพเข้ามารุกรานอาณาจักรของตนกริมฮิลด์จึงใช้มุขเดิมเอายาวิเศษมาให้กุดดรุนกิน ทำให้กุดดรุนลืมเรื่องของซิกฟรีดไป กุดดรุนจึงยอมแต่งงานใหม่กับกษัตริย์อัทลี
เช่นเดียวกับเมื่อครั้งซิกฟรีด พอกุดดรุนแต่งงานกับอัทลีแล้วก็ฟื้นความทรงจำกลับมาเหมือนเดิม หากแต่นางเห็นแก่หน้าพี่น้องของนาง (กุนนาร์กับโฮกนี) จึงยอมอยู่กับอัทลี นางอยู่กินมีบุตรด้วยกันสองคน

อย่างที่บอกไปแล้วว่ากษัตริย์อัทลีทรงปรารถนาในสมบัติต้องสาปของซิกฟรีด พอแต่งงานกันได้ไม่เท่าไหร่ก็เชิญกุนนาร์มายังดินแดนของตัวเอง แต่กุดดรุนไหวตัวทันจึงเขียนข้อความเตือนพี่ชายของตัวเองเป็นอักษรรูนห่อกับแหวนอันด์วาริเนาท์และขนสุนัขป่าส่งไปให้

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก นี่แหละครับ อักษรรูน

เหตุผลที่ต้องเขียนเป็นอักษรรูนก็เพราะว่าเป็นอักษรที่ไม่ค่อยมีคนอ่านออกกันครับ แต่ปรากฏว่าสารเจ้ากรรมดันตกไปอยู่ในมือคนของอัทลีที่ดันทะลึ่งอ่านออกชื่อวินกี วินกีก็เลยแอบเปลี่ยนข้อความของกุดดรุนจากที่ "ห้ามไม่ให้มา" กลายเป็น "ให้มาเร็วๆ" แทน (รู้สึกคุ้นๆ มะ.. ยังกะพระรถเมรี - -")
แต่กุนนาร์กับโฮกนีก็ยังไม่โดนหลอกง่ายๆ ครับ เพราะขนสุนัขป่าเป็นสัญลักษณ์ของอันตราย แสดงว่าสารที่ส่งมานี่ต้องเป็นสารแจ้งเตือนแน่นอน แต่การที่มันมีข้อความธรรมดาเช่นนี้แสดงว่าต้องถูกแปลงข้อความไป ก็เลยเดาเอาไว้ก่อนว่ามันต้องเกี่ยวกับสมบัติของซิกฟรีดแน่นอน (แหม มันจะหลักแหลมอะไรปานนั้น) ก็เลยช่วยกันเอาสมบัติพัสถารทุกชิ้นของซิกฟรีดที่ได้มาทิ้งลงไปในแม่น้ำไรน์ สมบัติเหล่านี้จึงถูกเรียกกันในภายหลังว่าทองคำแม่น้ำไรน์ แล้วต่างก็ให้คำสัตย์สาบานว่าจะไม่บอกสถานที่ซ่อนนี้แก่ใครเป็นอันขาด

นิทาน (รึเปล่า?) เรื่องนี้ก็ดำเนินมาจนใกล้จบเต็มที่แล้ว คราวหน้าผมจะได้เขียนตอนจบซะที อยากเขียนเรื่องอื่นเต็มแก่แล้ว:P


edit @ 2005/05/11 23:26:10
edit @ 2005/05/13 16:30:32