บล็อกนี้อยู่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution Non-Commercial No-Derivative 3.0 License

Uncategorized

เปล่าครับ.. ผมซีเรียส
...
เอ๊ะ.. ก็บอกว่านางเงือกมันจมน้ำตายไง
อ้าวนั่น... ยังไม่เชื่อเราอีก

บทสนทนาดังกล่าวเกิดขึ้นเสมอครับ เมื่อผมเล่าเรื่องของยูเม ตัวละครตัวหนึ่งจากเกม Valkyrie Profile ให้ใครที่ไม่เคยเล่นฟัง
Valkyrie Profile เป็นเกมที่พูดถึง "ความตาย" อันเป็นส่วนหนึ่งของทุกชีวิตให้คนเล่นได้รับรู้ในหลายๆ แง่มุม มีตั้งแต่ที่เศร้าที่สุดไปจนถึงน่าขำที่สุด (มีนะครับ ความตายแบบตลกๆ น่ะ ไว้มีโอกาสจะเอามาเล่า) สำหรับเรื่องของยูเมเป็นเรื่องที่หลายๆ คนโหวตให้เป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าที่สุดในบรรดาเนื้อเรื่องของเกม RPG เท่าที่เคยรู้จักมา (ถึงแม้ว่าการที่นางเงือกจมน้ำตายมันจะน่าหัวเราะก็เถอะ)

เรื่องเริ่มต้นที่ยูเมออกเดินทางตามหาพ่อของตนเองที่เป็นมนุษย์หลังจากสูญเสียมารดาที่เป็นเงือกไป ยูเมจึงใช้ร่างมนุษย์ตามหาข่าวคราวของพ่อตนเองจาพวกมนุษย์ ในขณะเดียวกันก็ตามหา "เซรูลีน ลาปิส" ศิลาวิเศษที่ร่ำลือกันว่าสามารถทำคำอธิษฐานใดๆ ให้เป็นจริงได้เพื่อขอให้ตนเองได้พบกับพ่อ
ในระหว่างการค้นหายูเมได้มีโอกาสรู้จักกับฟุยูกิ เด็กชายมนุษย์ซึ่งให้กำลังใจเธอในการตามหาเซรูลีน ลาปิส ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ามีจริงหรือไม่ มันทำให้ยูเมมีกำลังใจสู้ต่อไป แต่เธอก็ไม่ได้บอกความจริงกับฟุยูกิว่าเธอต้องการเซรูลีน ลาปิสไปเพื่ออะไร
การค้นหาสิ้นสุดลงเมื่อยูเมได้รู้ความจริงว่าพ่อของเธอตายแล้วเช่นเดียวกับแม่ของเธอ จิตใจของยูเมแตกสลายและไม่ต้องการที่จะตามหาลาปิสอีกต่อไป เธอสูญสิ้นกำลังใจและความเชื่อในลาปิส การเดินทางของเธอจบลงแล้ว เพราะเธอไม่มีเป้าหมายให้ค้นหาอีก ยูเมตัดสินใจไปจากฟุยูกิ เธอกระโดดลงทะเล ฟุยูกิมาทันถึงฝั่งจึงได้รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของยูเมว่าเธอเป็นนางเงือก
ยูเมเล่าให้ฟุยูกิฟังว่าเธอออกตามหาพ่อเพราะเธอไม่สามารถอยู่กับเหล่าเงือกได้ การที่แม่ของเธอตั้งครรภ์กับมนุษย์ทำให้เงือกอื่นๆ พากันรังเกียจ แม้ยามที่แม่ของเธอตายก็ไม่มีเงือกอื่นใดหลั่งน้ำตาให้ เธอถูกสภาพแวดล้อมกดดันจนต้องออกมาตามหาที่พึ่งพิงในโลกมนุษย์ และเธอก็ได้บอกความจริงกับฟุยูกิว่าที่เธอต้องการเซรูลีน ลาปิส ก็เพื่อขอให้เธอกับพ่อและแม่ของเธออยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

"...แต่ตอนนี้มันจบลงแล้ว ไม่ยุติธรรมเลย พวกเขาได้อยู่ร่วมกันแล้วโดยไม่มีฉัน"

ยูเมบอกกับฟุยูกิให้กลับขึ้นไปบนฝั่งเพราะกระแสน้ำวนกำลังจะมา แล้วเธอก็ว่ายจากไป เมื่อฟุยูกิรู้สึกตัวเขาก็รู้สึกที่สูญเสียเธอไป และแค้นตัวเองที่ไม่ได้รั้งเธอเอาไว้ ทันใดก็มีแสงสว่างปรากฏขึ้นจากในน้ำ

...มันคือเซรูลีน ลาปิส!

ในที่สุดเขาก็ค้นพบมัน แต่เขาไม่ต้องการอะไรอีกแล้วหลังจากที่เห็นสีหน้าอันเศร้าสร้อยของยูเม เขาต้องการเพียงให้เธอได้พบกับความสุขเท่านั้น เขาคิดได้เพียงว่าเขาควรอธิษฐานเพื่อยูเม แต่เขาควรจะขออะไรดีล่ะ ยูเมต้องการอะไร!?

"ลาปิส จงทำให้ความปรารถนาของฉันเป็นจริง!"
ฟุยูกิกล่าวทั้งน้ำตา "ฉันขอให้ .. ยูเมสามารถจะอยู่กับพ่อแม่ของเธอได้อีกครั้ง"

ลาปิสส่องแสงสว่างจ้าแล้วจางไปในขณะเดียวกับที่กระแสน้ำวนที่กลืนร่างของยูเมจมหายไป

เพราะเขารักเธอ เขาจึงอธิษฐานให้เธอตาย

ทะเลยังคงคลุ้มคลั่ง ยูเมไม่ได้กลับมาอีก แต่เด็กชายยังนั่งรออย่างอดทนที่ชายฝั่ง สายตาของเขาเหม่อมองไปในทะเล ความปรารถนาของเขาบรรลุแล้ว
...แต่ไม่มีสิ่งใดยืนยัน


ถ้าสำนวนผมอ่านแล้วมันไม่ซึ้งก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ พยายามแล้วง่า > <

Middle-Earth VS Faerǔn

posted on 24 Apr 2005 11:33 by fantastica  in Uncategorized

วันนี้อยู่บ้านคนเดียว เลยเอาหนัง The Lord of The Rings : The Towers มาดูเล่นฆ่าเวลาแต่เช้า แล้วก็เลยเอามาเขียนซะหน่อยดีกว่า หลายๆ คนคงจะรู้จัก Middle-Earth เป็นอย่างดี แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า Faerǔn คืออะไร
Faerǔn เป็นโลกแฟนตาซีที่มีความคล้ายคลึงกับ Middle-Earth เป็นอย่างมาก เพราะผู้สร้างสรรค์โลกใบนี้ขึ้นมาได้ใช้ Middle-Earth เป็นแรงบันดาลใจFaerǔn มีอีกชื่อหนึ่งว่า Forgotten Realms (เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ entry ก่อนๆ ของผมใช้คำว่า "อาณาจักรที่ถูกลืม") ซึ่งประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลายเผ่าพันธุ์เช่น :

มนุษย์
เป็นเผ่าพันธุ์ที่คิดว่าน่าจะรู้จักกันดีนะครับ (หรือคุณไม่รู้จัก?) ไม่ว่าจะเป็น Forgotten Realms หรือ Middle-Earth มนุษย์ก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีพรสวรรค์แต่ก็เต็มไปด้วยกิเลสตัณหาและความหลงผิด (ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนเลว) ภาษาที่มนุษย์ใช้ถือว่าเป็นภาษากลางในการสื่อสาร

เอลฟ์
เอลฟ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รูปร่างบอบบางกว่ามนุษย์โดยทั่วไป หากมีความงามสง่าแทบจะเรียกได้ว่าสูงสุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตต่างๆ พวกนี้มีภาษาเป็นของตนเอง ว่ากันว่าภาษาของพวกเอลฟ์จะมีเสียงสูงต่ำไพเราะคล้ายดนตรี ใน Middle-Earth พวกนี้มีชีวิตกันยาวนานไร้อายุขัย ส่วนใน Forgotten Realms นั้นเอลฟ์มีอายุขัยประมาณ 1200 ปี
เอลฟ์มีสายตาที่เฉียบคม และมองเห็นได้ดีแม้อยู่ในความมืด

คนแคระ
คนแคระมีส่วนสูงโดยเฉลี่ย 4 ถึง 4 ฟุตครึ่ง ใน Middle-Earth ผมจำไม่ได้ว่าคนแคระแต่ละคนมีอายุขัยประมาณเท่าไหร่ใน แต่ใน Forgotten Realms ระบุไว้ว่า 350 ปี คนแคระมีพรสวรรค์ในงานช่าง งานเหมือง และการต่อสู้ในระยะประชิด
คนแคระต้องอยู่ใต้ดินที่แสงเข้าไปไม่ถึง จึงมองในความมืดได้ดี อันที่จริงแล้วต้นแบบของเผ่าพันธุ์คนแคระ Tolkien ได้นำมาจากตำนานเทพเจ้าของนอร์ส ซึ่งเดิมเป็นเผ่าพันธุ์ที่ชั่วร้าย แต่ Tolkien เชื่อว่าไม่มีสิ่งใดที่ชั่วร้ายมาตั้งแต่กำเนิดจึงเขียนให้มีคนแคระที่มีนิสัยดีใน The Lord of The Rings

ฮาล์ฟลิง
ฮาล์ฟลิง (หรือที่เรียกกันว่าฮอบบิทใน Middle-Earth) มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ตัวเล็กๆ มีใบหน้ากลมและผมหยิก เท้าของพวกนี้จะมีขนปกคลุมอยู่ (และมีนิสัยไม่ชอบใส่รองเท้า)
แม้ว่าจะเป็นเรื่องประหลาดที่บิลโบอยู่มาได้ถึง 111 ปีใน The Lord of The Rings แต่ใน Forgotten Realms นั้นฮาล์ฟลิงจะมีอายุขัยอยู่ที่ 150 ปีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ใน Middle-Earth ก็เห็นจะมีแต่พวกออร์ค, วาร์ก, อุรุคและสัตว์ประหลาดอื่นๆ อีกมากมาย แต่ใน Forgotten Realms จะมีสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างออกไปอีก เช่นบีโฮลเดอร์ หรือโนม ส่วนพวกที่มีใน Middle-Earth อย่างพวกออร์ค ใน Faerǔn ก็เรียกว่าออร์ค วาร์กเรียกว่าวอร์ก อุรคเรียกเป็นออรอก แต่ก็ถือเป็นสิ่งมีชีวิตแบบเดียวกัน

ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดจริงๆ ระหว่างโลกทั้งสองนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นเวทมนต์ทั่วทั้ง Middle-Earth นั้นมีพ่อมดเพียงแค่ 5 คนเท่านั้น แต่ว่าแต่ละคนมีอำนาจมหาศาล ดูตอนสงครามที่เฮล์มส์ดีพจะเห็นได้ว่ากองทัพออร์คมีจำนานมากกว่าตั้งเท่าไหร่ แต่พอฝ่ายมนุษย์มีแกนดัล์ฟมาทดแทนก็สามารถเอาชนะได้ ในขณะที่ Faerǔn นั้นมีจอมเวทย์เต็มแผ่นดิน (หมายถึงใช้เวทมนต์ได้นะครับ เก่งไม่เก่งนี่อีกเรื่อง) ที่เหมือนกันก็คือพ่อมดจะใช้เวทมนต์ไม่บ่อยนัก (Tolkien เขาบอกว่าเวทมนต์ถ้าใช้เยอะๆ ชีวิตมันจะง่ายไป) ใน Faerǔn จอมเวทย์ก็ใช้เวทมนต์ไม่บ่อย แต่นั่นเป็นเพราะว่าวันหนึ่งๆ เขาสามารถใช้เวทมนต์ได้เพียงไม่กี่ครั้ง
จุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำให้จอมเวทย์ใน Faerǔn ยังไม่ถึงขั้นเป็นผู้วิเศษขนาดเมอร์ลินอยู่ตรงที่เขาต้องท่องคาถาครับ ยิ่งถ้าเวทย์โหดมากๆ (เช่นหยุดเวลา) ยิ่งต้องร่ายยาวสุดๆ ระหว่างนั้นพ่อมดจะขยับไปไหนไม่ได้เลยครับ มดกัดก็ยุกยิกไปเกาไม่ได้ เพราะถ้าสมาธิหลุดจากเวทมนต์ที่ร่ายอยู่เมื่อไหร่เวทย์นั้นจะสูญไปทันที ใครจะไปเหมือนแกนดัลฟ์ที่แค่เอาไม้เท้ากระทุ้งสะพานทีเดียวก็สามารถทำให้บัลร็อกตกไปจากคาซัด-ดูมได้แล้ว


edit @ 2005/04/25 12:35:06

Favourites