บล็อกนี้อยู่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution Non-Commercial No-Derivative 3.0 License

WorldAndOutWorld

          การ์ตูนญี่ปุ่นแนวแฟนตาซีที่​โดดเด่นมาก​ ​นักอ่าน​ส่วน​ใหญ่​จำ​ได้​ ​ช่วงนี้คง​ไม่​พ้นเบอร์​เซิร์ก​ ​(​เพราะ​มันยาวสุดๆ​ ​แล้ว​ยัง​ไม่​จบ) ​เบอร์​เซิร์ก​เป็น​การ์ตูนที่มีลายเส้นเตะตามาก​ ​โดย​เฉพาะ​เล่มแรกๆ​ ​เพราะ​พี่​แกเล่นวาดแบบแทบ​ไม่​ใช้​สกรีนโทนเลย​ (ดูๆ​ ​ไปคล้ายภาพสเก็ตช์) ​โหด​ ​เลือดสาด​ ​ตาถลน​ ​ไส้ทะลัก​ ​สมองไหล​ ​เนื้อเรื่องเนียนสุดๆ​ ​องค์ประกอบทางแฟนตาซีชัดเจน​ ​ลงตัวมาก​ ​และ​ยัง​โดดเด่น​เป็น​เอกลักษณ์​ ​ช่วงหลังภาพโหดน้อยลงหน่อย​ ​แต่ดู​ยัง​ไงก็​ยัง​ไม่​ใช่​แฟนตาซีชวนฝัน​ (เหตุผลนึงคือ​เพราะ​เนื้อเรื่องมันมืดมนไปหน่อย)

อ่านเรื่อง​ทั่ว​ไปเกี่ยว​กับ​เบอร์​เซิร์ก​ ​(​ถ้า​เขียนเสร็จ​แล้ว​จะ​ทำ​ลิงค์ที่นี่)

          ใน​ช่วงแรกๆ​ ​เบอเซิร์กดำ​เนินเรื่องผ่าน​ (สิ่งที่ดู​เหมือน​จะ​เป็น)​ ​ยุ​โรป​ ​การแปล​ยัง​ดำ​เนินไป​ได้​ด้วย​ดี​ไม่​มีปัญหาอะ​ไร​ ​ต่อมา​เมื่อพวกตัวเอก​ต้อง​เข้า​ไปข้องเกี่ยว​กับ​อาณาจักรกุษาณ​ ​(​ใน​เรื่องแปลว่าคูชาน) ​ก็​เริ่มมีภาษาสันสกฤตทะลัก​เข้า​มา​ใน​เนื้อเรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ​ ​แล้ว​ผู้​แปลก็จนปัญญาที่​จะ​ถอด​ให้​เป็น​ภาษา​ไทย​ ​(​เพราะ​เสียง​ใน​ภาษาญี่ปุ่นมี​เพียง​ 114 ​เสียง​ ​ซึ่ง​ไม่​พอถอดเสียงสันสกฤต) ​เลยปล่อยค้าง​ไว้​อย่าง​นั้น​หลายคำ​ ​ทำ​ให้​อรรถรสของเรื่องเสียไปอย่างน่า​เสียดาย​

          ผมเลยมี​ความ​คิดที่​จะ​ลองเอาคำ​ศัพท์​เหล่านี้มาถอดเสียงตามหลักที่ถูก​ต้อง​ ​แล้ว​เขียนลง​ blog ​ดูครับ​ ​ต่อไปนี้​เวลาอ่านเบอร์​เซิร์ก​จะ​ได้​เพิ่มอรรถรสขึ้นอีกนิด​ (มั้ง) ​เนื่อง​จาก​เบอร์​เซิร์กเล่มเก่าๆ​ ​ฝุ่นจับไปหมด​แล้ว​ผมเลย​ไม่​แน่​ใจว่ามีคำ​สันสกฤตคำ​ไหนบ้างที่ผม​ยัง​ไม่​ถอด​ ​ใครเจอคำ​ไหนที่ผม​ยัง​ไม่​ได้​เขียน​ถึง​ก็​ช่วย​เตือนมาหน่อย​แล้ว​กัน​ครับ​

          จะ​เริ่มล่ะนะครับ​ ​คำ​ที่​เป็น​ตัวหนาคือภาษาสันสกฤต​ ​ส่วน​ใน​วงเล็บคือการถอดเสียงตาม​ฉบับ​การ์ตูน​

          ศิรัต (ชีรัท) ​ที่จริงก็​ไม่​ใช่​คำ​หรอกครับ​ ​เป็น​ชื่อน่ะ​ ​คือคนที่ออกมาสู่​กับ​กัซตั้งแต่ภาคยุคทอง​ ​มีท่วงท่า​และ​อาวุธประหลาดมาก

 

 


คนที่ยืนเก๊ก​อยู่​ตรงกลางคือสิลัต​

          ปิศาจ (บิชาจา) ​อันนี้คนไทยคงรู้จัก​กัน​ดี​อยู่​แล้ว​ ​ถามว่า​ ​อ้าว​ ​แล้ว​ไอ้ตัวประหลาดที่ออกมาสู้​กับ​พวกกัซตั้งแต่ต้นเรื่องนั่น​ไม่​ใช่​ปิศาจเหรอ​ ​อันนี้คนละ​ความ​หมาย​กัน​ครับ​ ​ถ้า​ว่า​กัน​ตามฝรั่งก็​ต้อง​บอกว่าพวก​นั้น​มัน​เป็น​ demon ​คนละสายพันธุ์​กัน​ ​เพราะ​ว่ามา​จาก​คนละตำ​นาน​กัน​ ​มีลักษณะ​แตกต่าง​กัน​

          กุษาณ (คูชาน) ​อาณาจักรชื่อกุษาณมีจริงๆ​ ​ใน​ประวัติศาสตร์นะครับ​ ​อยู่​ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย​ (เมืองหลวงของอาณาจักรนี้ปัจจุบันคือเมืองเปชะวาร์​ซึ่ง​อยู่​ใน​ปากีสถาน) ​แต่​ใน​เรื่องนี้สงสัย​จะ​เมคเอง​ ​แค่​เอาชื่อ​และ​บรรยากาศแบบอินเดียมา​ใช้​

          กนิษกะ (กนิชกะ) ​เป็น​ชื่อของกษัตริย์ที่ก่อตั้งอาณาจักรกุษาณครับ​ ​นับถือศาสนาพุทธ​ด้วย​นะ​

          รากษส (รัคชาส) ​เป็น​อสูรที่มี​ความ​สามารถ​แปลงร่าง​ได้​ ​และ​มีฤทธิ์มากครับ​ ​เหมือนพวกยักษ์ๆ​ ​ที่​โผล่มา​ใน​รามเกียรติ์นั่นแหละ​ (อันที่จริงที่​ใน​เรื่องรามเกียรติ์​เรียกว่ายักษ์​ ​ส่วน​ใหญ่​เป็น​รากษสต่างหากครับ)

 

 


ภาพรากษส​ใน​เรื่องเบอร์​เซิร์ก​

          มกร (มาคาล่า) ​หรือ​ก็คือมังกรนั่นแหละครับ​ ​แต่​เป็น​มังกรแบบดั้งเดิมแบบฮินดู​แบบที่​เป็น​พาหนะ​ให้พระพิรุณใน​ตำ​นานของฮินดู​ ​ใน​ภาษาบาลี​ ​คำ​ว่ามังกรแปลว่า​ ​"​ผู้​ส่ายปาก​ใน​การจับสัตว์​" ​ซึ่ง​บางครั้ง​ใน​ภาษาสันสกฤตหมาย​ถึง​จระ​เข้​ได้​ด้วย​ (จระ​เข้มันส่ายปาก​ด้วย​เหรอครับ​? ​ใครมี​ความ​รู้บอกทีสิ) ​ต้อง​ขออภัย​ด้วย​ครับที่​ไม่​มีรูป​ ​ผมหาที่สวยๆ​ ​ไม่​ได้​จริงๆ​

          ปราณ (พลาน่า) ​เป็น​พลังงานอย่างหนึ่งมา​จาก​ชีวิตของเราครับ​ ​เรื่องปราณนี่จริงๆ​ ​แล้ว​ก็​ไม่​ใช่​แฟนตาซีสัก​เท่า​ไหร่​ ​ออก​จะ​กึ่งๆ​ ​ระหว่าง​ความ​เชื่อ​ ​วิทยาศาสตร์​และ​ปรัชญา​ ​คล้ายๆ​ "ชี่​" ​หรือ​กำ​ลังภาย​ใน​ของจีน​

          ทุรคา (โดลก้า) ​เป็น​ภาคหนึ่งของพระอุมา​เทวี​ ซึ่ง​มีลักษณะดู​โหดร้ายน่ากลัวมาก​ ​เพราะ​เกิดมา​เพื่อกำ​ราบอสูร​ ​ชื่อของพระทุรคา​แปลว่า​ ​"​เข้า​ไป​ไม่​ถึง"​ ​มี​แปดกร​และ​ทรงอาวุธต่างๆ​ ​มีสิงโต​เป็น​พาหนะ​ (แต่​เรื่อง​ความ​ดุร้ายน่ากลัว​ยัง​แพ้ภาค​ "กาลี​" ​ซึ่ง​ผมคาดว่า​เป็น​ที่มาของ​ความ​กลัวเมียของพระศิวะกระมัง​?) ​สา​เหตุที่​ใน​เรื่องเอาทุรคามาพูด​ถึง​คง​เป็น​เพราะ​เป็น​ "​เทพคลั่ง" ​ที่มีหน้าที่​ "กำ​จัดอสูร"

 

 


เจ้า​แม่ทุรคา​ ​หน้าตาน่ากลัว​ใช้​ได้​เลย​ใช่​ไหมล่ะครับ​

          กุณฑลิณี (คุงดาลินี) ​เป็น​พลังอย่างหนึ่ง​ใน​ทางโยคะ​ ​กระตุ้น​จาก​จักระบริ​เวณก้นกบ​ ​ไหลผ่านแนวกระดูกสันหลังขึ้นไป​ยัง​กระหม่อม​ ​คำ​ว่ากุณฑลิณีมี​ความ​หมายว่า​ "ขดตัวเหมือนงู​" ​ว่า​กัน​ว่า​ผู้​ที่​สามารถ​กระตุ้นพลังกุณฑลิณี​ให้​ตื่นขึ้น​ได้​หาก​ไม่​เป็น​บ้า​เสียสติ​ไปเลย​เพราะ​ธาตุ​ไฟแตกก็​จะ​มีอภิญญาขึ้นมา​ (ฟังดูคล้ายๆ​ ​ธนู​ใน​เรื่องโจโจ้​เลยแฮะ​ ​ถ้า​ไม่​ตาย​จะ​กลาย​เป็น​ผู้​ใช้​สแตนด์) ​ใครสนใจอยากมีพลังพิ​เศษติดต่อผม​ได้​นะครับ​ ​ผมหาวิธีฝึก​ให้​ได้​ ​แต่​เป็น​อะ​ไรไป​ไม่​ขอรับผิดชอบนะ​

 

 


สัญลักษณ์​แทนการตื่นของพลังกุณฑลิณีครับ​ ​ต่อมา​ความ​หมายถูกเปลี่ยนไป​เป็น​ปัญญา​และ​การเล่นแร่​แปรธาตุ​ ​แล้ว​ก็ถูกเปลี่ยนไปอีก​เป็น​เภสัช​และ​สมุนไพร​

          หน้าตาคุ้นๆ​ ​มั้ยครับ​? ​เหมือนสัญลักษณ์อะ​ไร​ใน​เรื่องน้อ​ ... ​จริงๆ​ ​แล้ว​สัญลักษณ์นี้​เขา​เปรียบ​กับ​การเคลื่อนพลัง​จาก​จักระด้านล่างขึ้นไป​ถึง​ข้างบนครับ​ ​ขนนกแสดง​ให้​เห็น​ถึง​การตื่นของพลัง​

          ครุฑ (การูด้า) ​เป็น​ที่รู้จัก​กัน​ดี​อยู่​แล้ว​นะครับ​ ​เป็น​สิ่งมีชีวิตรูปกายเหมือนครึ่งคนครึ่งนกอินทรี​ (อินทรี​เท่า​นั้น​นะครับ​ ​ถ้า​ไปเหมือนนก​อื่น​นี่​ไม่​ใช่​ครุฑ) ​มีพละกำ​ลังมหาศาล​ ​รวด​เร็ว​ ​มีสติปัญญา​เฉียบคม​ ​เป็น​พาหนะของพระนารายณ์​ ​และ​ได้​รับพร​ให้​เป็น​อมตะครับ​ (โดนวัชระ​ ​หรือ​สายฟ้าของพระอินทร์เข้า​ไป​ ​ขนร่วงแค่​เส้นเดียวอะ​ ​คิดดูละ​กัน)​

          ทาคะ (ดาก้า) ​นักบวชชาย​ใน​นิกายตันตระที่ทำ​หน้าที่ส่งวิญญาณ​ให้​กับ​ผู้​ตาย​ ​ถ้า​เป็น​ผู้​หญิงเรียกว่าทาคินี​ ​กล่าว​กัน​ว่ามีมนตราที่ร้ายกาจมาก​

 

 


ภาพทาคินี​

          ปรมฤษี​ ​สัญญาณิเทวะ (บารามาริชา​ ​เซนยานี​ไดบา) ​ไม่​รู้ถอดเสียงถูก​หรือ​ไม่​ ​แต่คิดว่าน่า​จะ​ใช่​แหละครับ​ ​(​เป็น​แค่ชื่อตัวละคร) [แก้ตามคุณเทร่าแล้วนะครับ]

PS ​หายหน้า​ไปนาน​เพราะ​ไม่​ว่างครับ​ ​จริงๆ​ ​นี่ก็​ไม่​ว่าง​ ​แต่อู้งานมา​เขียน
PPS ​ใน​วงเล็บผม​ไม่​รู้ว่าตรง​กับ​ฉบับ​หนังสือการ์ตูน​หรือ​เปล่านะ​ ​ตอนผมอัพ​อยู่​เล่ม​นั้น​มันหายไปไหนก็​ไม่​รู้​ ​เลยเดาๆ​ ​เอา​จาก​ที่จำ​ได้​ใน​หัว
PPPS ​หายหน้า​ไปนาน​ ​กลับมาอีกที​ใช้​ Exteen ​ไม่​เป็น​แล้ว​ครับ​ ​ใครก็​ได้​สอนทำ​ theme ​หน่อย​ T_T
PPPPS Exteen ​ใช้​ Ajax ​แล้ว​ ​เย้​!

edit @ 9 Dec 2007 15:51:15 by P.S.

เบื่อการเมืองว่ะครับ!

(วันนี้มาแปลก จริงๆ แค่มาอัพ blog นี้ก็ถือว่าแปลกแล้ว)

          ถ้าไม่ติดอยู่ว่ายังต้องพึ่งพิงสังคมนะ จะเข้าป่า เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อยู่นอกวัฏจักรของการแย่งชิงแหวน เอ้ย แย่งชิงอำนาจเสียที (อยากเป็นทอม บอมบาดิล) ไหนๆ ก็ไหนๆ นึกได้ว่าอดีตลัทธิที่ผมนับถืออยู่มันก็พอจะกล้อมแกล้มเป็นแฟนตาซีได้นี่หว่า ก็เลยเอามาอัพบล็อกซะเลย

          ใช่แล้ว ผม (เคย) นับถือ druidism (ลัทธิดรูอิด) ไม่ใช่พุทธคริสต์อิสลามอย่างชาวบ้านทั่วไป

          สำหรับหลายๆ ท่านที่ไม่คุ้นเคยกับตำนานเคลต์ ไม่อ่านหรือเล่นเกมแฟนตาซีเลย คงจะไม่รู้ว่าดรูอิดมันคืออะไร หน้าตาเป็นยังไง อ้ะ ประเดิมให้ก่อนหนึ่งรูป

ภาพจาก http://www.wiltshire.gov.uk/gallery/general/stukeleys_druid.jpg

          เหมือนอะไรครับ? พ่อมด? ฤๅษี? อันที่จริงแล้วดรูอิดก็คล้ายๆ กับทั้งสองอย่างนั่นแหละครับ เอาเป็นว่าเดี๋ยวเรามาลองทำความรู้จักกับคำว่า druidry กันก่อนดีกว่า

Druidry

          เดิมทีเป็นความเชื่อพื้นเมืองของหมู่เกาะอังกฤษซึ่งมุ่งเน้นด้านความสัมพันธ์อันศักดิ์สิทธิ์ระหว่างตัวบุคคลและจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับชีวิต อำนาจ และความรู้ โดยในสมัยก่อนชาวเคลต์ (Celt) มีภูมิปัญญาที่สืบทอดร่วมกันมาระหว่างกลุ่มคนสามกล่มคือวณิพก (Bard) วาเทส (Vates) และดรูอิด (Druid) ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปดังนี้

  1. วณิพกจะทำการเล่าขานตำนาน หรือประวัติศาสตร์โดยผ่านทางลำนำ บทกวี หรือบทเพลง โดยมักจะเป็นเพลงร้องและมีดนตรีประกอบ
  2. วาเทสเป็นผู้ที่ศึกษาธรรมชาติเช่นเดียวกับดรูอิด แต่จะมุ่งเน้นไปในทางเวทมนต์ ความตาย ความฝัน หรือสิ่งลึกลับต่างๆ มากกว่า เทียบไปแล้วก็เป็นนักปรัชญาผสมกับโหราจารย์ วาเทสบางคนอาจจะเป็นดรูอิดด้วย
  3. ดรูอิดเป็นผู้ศึกษาธรรมชาติในแง่ของปรัชญามากกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ โดยดรูอิดอาจจะศึกษาเรื่องพิธีกรรมต่างๆ บางพอสมควร แต่จะเน้นในด้านปรัชญาธรรมชาติ และปรัชญาด้านศีลธรรม 

          อย่างไรก็ตาม ลัทธิดรูอิดเคยสูญหายไปจากโลกในช่วงยุคมืด (เพราะศาสนาบางศาสนานั่นแหละ) ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าลัทธิดรูอิดที่นับถือกันอยู่ในปัจจุบันจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับลัทธิดรูอิดแต่เดิมโดยตรง ลัทธิเหล่านี้ถูกเรียกว่า Neo-Druidism แต่ตามปกติลัทธิดรูอิดจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นอยู่แล้ว ด้วยความหลากหลายนี้เองทำให้สืบสาวที่มาที่ไปได้ยาก ถ้าจะมีบางลัทธิที่เหลือรอดมาจากลัทธิดรูอิดเดิมในสมัยโบราณจริงๆ ก็ไม่แปลก

          หมายเหตุ: ดรูอิดจริงๆ สวมชุดขาว ไม่ใช่ชุดเขียว ชุดเกราะ หรือชุดหนังสัตว์แบบในเกมนะจ๊ะ

Druid Code

          จริงๆ แล้วกฎของพวกดรูอิดจะแตกต่างกันไปตามกลุ่มที่ตัวเองสังกัดนะครับ อย่างกฎตอนที่ผมนับถือก็ไม่ใช่ชุดนี้ แต่เห็นว่าอันนี้ดูอ่านง่ายดี เลยไปขโมยมาจากเว็บของ Summerlands (แต่ใส่คำอธิบายกฎตามความเข้าใจของตัวเองตามที่เคยนับถือมา)

  1. ดรูอิดนั้นเปิดกว้างต่อวิถีแห่งอำนาจ เพราะดรูอิดแสวงหาความรู้โดยไม่ปิดกั้น ถ้ามีอำนาจใหม่ๆ ที่ดรูอิดไม่เคยรู้จักมาก่อน ดรูอิดจะทำการศึกษามัน
  2. ดรูอิดเป็นทั้งผู้สอนและผู้ศึกษาความรู้ ดรูอิดต้องทำการศึกษาความรู้ที่เขาได้รับ และนำมาสอนคนอื่นๆ โดยไม่หวงวิชา
  3. ดรูอิดจะศึกษาศาสตร์แห่งเวทมนต์ทั้งเก้า อันนี้ขอรวบยอดไปอธิบายในตอนที่ 3 นะครับ
  4. ดรูอิดจะเกิดใหม่ผ่านการบูชายัญ อันนี้น่ากลัวหน่อย ดรูอิดเชื่อในการบูชายัญนะครับ และการบูชายัญดังกล่าวก็มีทั้งพืช สัตว์ มนุษย์ด้วย แต่ดรูอิดมีจิตวิญญาณอมตะ ดังนั้นการบูชายัญไม่ใช่เรื่องโหดร้ายสำหรับเขา
  5. ดรูอิดจะรักษากฎระเบียบและความสมดุล ดรูอิดเชื่อในความสมดุลของธรรมชาติครับ ดังนั้นดรูอิดจะไม่เข้าไปแทรกแซงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเว้นแต่เพื่อการรักษาภาวะสมดุลของภาพรวม
  6. ดรูอิดต้องเป็นที่เคารพของผู้คน คือทำตัวให้มันน่าเคารพน่ะครับ
  7. ดรูอิดมีหลายชีวิต เพราะดรูอิดเชื่อในจิตวิญญาณอมตะ เขาจึงไม่ควรเกรงกลัวความตาย
  8. ดรูอิดต้องมองลึกเข้าไปในชีวิต หมายถึงทั้งชีวิตที่ใช้อยู่ และชีวิตหลังความตายนั้นด้วย (แต่คำว่าชีวิตหลังความตายไม่มีในสารบบดรูอิดนะครับ เดี๋ยวคุยต่อตอนถัดไปละกัน - -")
  9. ดรูอิดต้องเข้าใจความปีติแห่งอิมบาส อิมบาสแปลว่าไฟ หรือแรงบันดาลใจครับ ก็ตรงตัว
  10. ดรูอิดเป็นหนึ่งเดียวกับเทพเจ้า คือต้องแสวงหาความเป็นหนึ่งกับเทพเจ้านั่นเองครับ เป็นความเชื่อเชิงศาสนาของเขาน่ะ
  11. ดรูอิดเสาะแสวงหาความจริง ดรูอิดเป็นผู้ที่ใฝ่รู้อย่างยิ่ง และต้องทำการค้นหาความจริง แม้ว่ามันจะขัดแย้งต่อความรู้ที่มีอยู่ในขณะนั้นเท่าใดก็ตาม

          วันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวผมจะอยากวิ่งเข้าป่าไปจริงๆ (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ผมไม่ได้นับถือลัทธินี้แล้วนะ อ้อ! ไม่ต้องถามนะครับว่าผมเคยศึกษาลัทธิดรูอิดอยู่กลุ่มไหน ผมไม่บอก

          PS ทำไมไม่อัพเรื่อง Berserk ต่อเหรอ? ก็เล่มใหม่มันยังไม่ออกน่ะสิ!!
          PPS เรื่อง reference ผมจะค่อยๆ รวบรวมแล้วเอามา edit ใน entry นี้ทีหลังรวดเดียวนะ คือมันเยอะมาก แล้วผมก็จำไม่ได้ด้วยว่าเคยอ่านจากไหนมั่ง - -"

          ไปๆ มาๆ ทำไมเพลง dek-d ได้ดราก้อนบอลเยอะกว่าตอนที่แล้วที่ได้ Hot Post! อีกล่ะ เอ่อ อย่างไรก็แล้วแต่อย่าลืมเข้าไปอ่านตอนที่แล้วด้วยนะครับถ้ายังไม่ได้อ่าน อันนี้ของผมตอนที่สองละ เดี๋ยวเนื้อหามันจะไม่ต่อเนื่อง


          คราวที่แล้วผมได้พูดถึงความเป็นมาโดยคร่าวๆ ของลัทธิ druidism ไปแล้ว (แค่ความเป็นมา แต่ไม่ถึงกับเป็นประวัติ เดี๋ยวมันจะยาว) แล้วก็พูดถึงกฎของเหล่าดรูอิด วันนี้ผมเล่าต่อ โดยเริ่มจากแนวคิดของลัทธินี้ก่อน

แนวคิดและความเชื่อของ Druidism

          ปกติพอพูดถึงความเชื่อเราก็มักจะนึกถึงเรื่องของศาสนาต่างๆ ซึ่งโดยมากผู้ศรัทธาก็จะยึดถือได้เพียงหนึ่งเดียว แต่ลัทธิดรูอิดนี้ไม่มีกฎเกณฑ์อย่างนั้นครับ แม้คนโดยทั่วไปมักจะตัดสินให้ druidsm เป็นพวกเพแกน (pagan - ผู้ที่ไม่นับถือพระเจ้าสูงสุด) แต่ก็มีดรูอิดบางคนที่ถือว่าตัวเป็นคาธอลิก

          แน่นอนว่าฟังแบบนี้แล้วชาวคริสต์หลายๆ คนคงอยากจะตบกบาลแยก เพราะถ้าดรูอิดนับถือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าสูงสุดเขาก็ต้องเป็นเพแกน แต่ในแนวคิดของดรูอิดธรรมชาตินั่นแหละคือพระเจ้า ซึ่งแนวคิดแบบนี้ตรงกับแนวคิด Pantheism คือมองว่าทุกสิ่งคือพระเจ้า พระเจ้าคือทุกสิ่ง จะว่าไปแล้วลัทธิดรูอิดมีลักษณะใกล้เคียงกับปรัชญามากกว่าจะเป็นศาสนาจนดรูอิดบางคนไม่ยอมรับว่ามันเป็นศาสนาด้วยซ้ำ (หมายเหตุ druidism มีลักษณะที่ก้ำกึ่งระหว่าง Pantheism กับ Polytheism แบบแทบจะแยกจากกันไม่ออก ดังจะอธิบายต่อไป)

          แล้วดรูอิดที่เป็นคริสตชนนั้นเป็นอย่างไร? คนเหล่านี้มีแนวคิดพื้นฐานและประกอบพิธีกรรมตามอย่างของดรูอิด แต่เขา (อ้างว่า) สามารถสัมผัสได้ถึงพระเจ้าในพิธีกรรมดังกล่าว ดังนั้นจึงนับถือพระเจ้าองค์เดียวกันกับคริสตชนทั้งหลาย และรับเอาแนวคิดของทั้งสองมาปฏิบัติร่วมกัน สำหรับพวกเขาแล้วคริสต์เป็นความเชื่อ และดรูอิดเป็นปรัชญาในการเข้าถึงความเชื่อนั้น

          อย่างไรก็ดี พวก druidism จ๋าหลายๆ คนก็ไม่ยอมรับพวก "คริสเตียนดรูอิด" ว่าเป็นดรูอิดเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นชาวคริสต์หรือไม่ หากจะนับได้ว่าเป็นดรูอิดแล้วต้องมีแนวคิดดังต่อไปนี้ครับ

  1. ดรูอิดเชื่อว่ามีเทพเจ้าสถิตอยู่ในธรรมชาติ แต่เทพเจ้าเหล่านี้เป็นองค์เดียวกัน แยกจากกันไม่ได้
  2. ดรูอิดเชื่อว่าชีวิตประกอบไปด้วยร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ
  3. ดรูอิดเชื่อว่าคำพูดมีอำนาจในตนเอง
  4. ดรูอิดเชื่อว่าทุกสิ่งในธรรมชาติย่อมวนเวียนอยู่เป็นวัฏจักร
  5. ดรูอิดเชื่อในการเกิดใหม่ หรือการกลับชาติมาเกิด
  6. ดรูอิดเชื่อว่าตามปกติแล้ววิญญาณของแต่ละบุคคลจะอยู่ที่บริเวณศีรษะ
  7. ดรูอิดเชื่อว่ามิสเทล (Mistel/Mistletoe) เป็นพืชที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความสามารถในการปัดเป่าพิษและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ได้
  8. ดรูอิดเชื่อว่าต้นโอ้คเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นต้นไม้แห่งปัญญา (ที่จริงแล้วคำว่าดรูอิดมาจากรากศัพท์ว่า Drui ในภาษาแกลิค แปลว่าต้นโอ้ค)
  9. ดรูอิดเชื่อในการ "สมรสกับภูมิลำเนา" (ช้าก่อน ไม่ได้หมายความว่าคนเราสามารถป่ามป๊ามกับแผ่นดินได้ โปรดอย่าเพิ่งคิดเช่นนั้น เดี๋ยวจะอธิบาย)
  10. ดรูอิดเชื่อใน "เกช" (Geis หรือในรูปพหูพจน์ว่า Geasa อันเดียวกะที่เป็นชื่อเรื่องใน Code Geass นั่นแหละ)

          นั่งนึกเป็นชั่วโมงก็นึกเพิ่มไม่ออกแล้ว ถ้าตกหล่นอะไรไปต้องขออำภัย

           ทีนี้มาดูสิ่งที่น่าสนใจกันดีกว่า ข้อ 1. นี่น่าสนใจมากครับ ดรูอิดมีภาษิตอันหนึ่งกล่าวว่า "เทพเจ้าทั้งหลายล้วนเป็นองค์เดียว (All gods are one)" เพราะฉะนั้นแม้ดูภายนอกลัทธิดรูอิดจะเป็นพหุเทวนิยม (Polytheism) แต่ก็ยากที่จะตัดสินลงไปเช่นนั้น ดรูอิดจะไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกว่ากลุ่มของข้านับถือเทพแห่งแม่น้ำนะ กลุ่มของเอ็งนับถือเทพแห่งไฟ เพราะฉะนั้นเรานับถือเทพเจ้าคนละองค์ (แต่แนวคิดแบบนี้มีอยู่ในพหุเทวนิยมทั่วไป เช่นในกรีก หรือนอร์ส) ดรูอิดถือว่าไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ไฟ ขุนเขา สายลม ผืนดิน แสงสว่าง ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นเทพองค์เดียวกัน การบูชาเทพเป็นองค์ๆ ไปในทางพิธีกรรมเป็นเพียงบุคลาธิษฐานเพื่อระบุว่าตอนนี้กำลังทำพิธีเพื่อสรรเสริญ หรือขอความช่วยเหลือจากเทพในฐานะใดเท่านั้น เช่นหากตอนนี้กำลังแล้ง อยากขอลมฝน พิธีก็คงเป็นไปในนามเทพแห่งสายฝนมากกว่าเทพแห่งไฟ หรือเทพแห่งสงคราม เพราะตอนนี้ไม่ได้กำลังต้องการความร้อนแรงแต่อย่างใด

          ข้อ 2. คาดว่าน่าจะชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว แนวคิดคล้ายๆ ใน Full Metal Alchemist ข้อ 3. ทำให้ดรูอิดให้ความเคารพกับคำพูดและยึดมั่นในคำสัตย์มาก และยังถ่ายทอดความรู้ผ่านทางมุขปาฐะเท่านั้นอีกต่างหาก ด้วยความที่ไม่ค่อยนิยมเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรนี่เองทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับดรูอิดในยุคโบราณมันถึงได้หายากเสียเหลือเกิน พี่แกเล่นท่องจำปากเปล่าอย่างเดียวเลย (ผมเลยต้องออกจากลัทธินี้ด้วยเพราะความจำไม่ค่อยดี) ข้อ 4. - 5. ข้ามไปเพราะน่าจะเคลียร์อยู่แล้ว ข้อ 6. มีเกร็ดเล็กน้อยคือนักรบเคลต์สมัยก่อนหลังจากจับเชลยศึกได้มักตัดศีรษะหอบกลับบ้านไปด้วย ส่วนนึงเพราะไม่อยากให้วิญญาณศัตรูย้อนมาทำร้ายตัวเองในภายหลัง อีกส่วนคือยังอาจใช้วิญญาณที่อยู่ในหัวศัตรูมาใช้ประโยชน์ต่อไปอีก (ทางด้านอาคม) และเป็นวิธีการแสดงความเก่งกล้าของตัวเองได้จ๊าบมาก ยิ่งถ้าตัดศีรษะนักรบเก่งๆ หรือแม่ทัพนายกองฝ่ายตรงข้ามได้มันยิ่งเท่

          ข้ามไปข้อ 9. เลยแล้วกัน ตามแนวคิดของพวกเคลต์นั้นผืนแผ่นดินเป็นเพศหญิงครับ กษัตริย์ผู้ครองเมืองเลยต้องเป็นเพศชาย จึงมีพิธีอภิเษกสมรสระหว่างกษัตริย์และเทวีผู้ให้ความอุดมสมบูรณ์บนผืนแผ่นดินนั้นขึ้น ซึ่งการสมรสอันศักดิ์สิทธิ์นี้ว่ากันว่าจะนำความอุดมสมบูรณ์และความสุขมาสู่ภูมิลำเนานั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องพระเจ้าอาเธอร์ กวินนีเวียร์ก็ถือเป็นบุคลาธิษฐานของแผ่นดินบริเตนอีกที เมื่อพระเจ้าอาเธอร์อภิเษกกับกวินนีเวียร์ก็ถือได้ว่าพระองค์สมรสกับแผ่นดินบริเตน ซึ่งถือเป็นแนวคิดเดียวกันกับข้อ 9. นี้แหละ

          ข้อ 10. พูดถึงเกช ซึ่งถ้าจะต้องแปลผมก็คงแปลว่าพันธะสัญญา ซึ่งจะบอกว่าเป็นพร (bless) ก็ไม่ได้ เป็นคำสาป (curse) ก็ไม่ได้อีก เกชเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างบุคคลหนึ่งๆ กับโชคชะตาเข้าด้วยกัน ซึ่งผู้ที่ได้รับพันธะนี้จะได้รับโชคดีและอำนาจบางอย่าง แต่ก็จะมีเงื่อนไขตามมา หากทำผิดเงื่อนไขเมื่อใดก็จะได้รับเคราะห์ร้ายเป็นการตอบแทน ในบางครั้งการทำผิดเกชก็ส่งผลให้เสียชีวิตก็มี เงื่อนไขดังกล่าวอาจจะเป็นข้อห้าม หรือเป็นข้อกำหนดให้ปฏิบัติตามก็เป็นไปได้

 
งวดนี้ไม่รู้จะโชว์รูปอะไรดีแล้วครับ เอาเป็นรูป Druid Grove ก็แล้วกัน
Druid Grove อารมณ์ประมาณป่าละเมาะ เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของดรูอิด
รูปนี้จาก Liam's Pictures from Old Books ซึ่งหลุดลิขสิทธิ์ไปแล้วเลยถือเป็น public domain

เกร็ดแถมท้าย:

  • คราวที่แล้วผมลืมบอกไปว่าชุดคลุมของวณิพก วาเทส และดรูอิดจะแตกต่างกัน โดยวณิพกจะใส่ชุดคลุมสีฟ้า วาเทสสีเขียว และดรูอิดสีขาว
  • ชื่อดรูอิดที่โด่งดังที่ทุกคนน่าจะรู้จักคือเมอร์ลิน (ผู้ซึ่งใครๆ ก็เรียกขานเป็นพ่อมด แต่จริงๆ แล้วเมอร์ลินเป็นดรูอิด ไม่ใช่วิคคา) แถมว่ากันว่าเป็นดรูอิดคนสุดท้ายอีกต่างหาก
  • ดรูอิดไม่ได้ถือพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้นบวชเป็นดรูอิดแล้วก็แต่งงานมีลูกมีเมียได้
  • บทบาทของดรูอิดในสังคมสมัยนั้นค่อนข้างเหมือนอัศวินเจไดใน Starwars มาก ดูเหมือนจะเป็นนักบวช แต่บางคนก็เป็นนักรบด้วย ดรูอิดที่เป็นนักรบจะเป็นที่เคารพนับถือมาก แทบจะมีฐานะรองจากพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น และเวลามีข้อพิพาทอะไรกันดรูอิดก็จะทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยอีกต่างหาก เป็นทั้งนักบวช นักสู้ นักการทูตแบบนี้ เหมือนเจไดไหมล่ะครับ

          PS เขียนตอนนี้จนจบแล้วผมเพิ่งสำนึกได้ว่ามันยังไม่ถึงครึ่ง! ท่าทางเรื่องนี้จะยาวแล้วล่ะครับท่านผู้อ่านที่เคารพ ไว้คราวหน้าผมจะมาเขียนเรื่องศาสตร์ทั้งเก้าที่ค้างคาไว้ตั้งแต่ตอนที่ 1 ก็แล้วกัน

Favourites