Druidry ปรัชญาแห่งธรรมชาติ (2)
posted on 27 May 2008 22:20 by fantastica in WorldAndOutWorld
ไปๆ มาๆ ทำไมเพลง dek-d ได้ดราก้อนบอลเยอะกว่าตอนที่แล้วที่ได้ Hot Post! อีกล่ะ
เอ่อ อย่างไรก็แล้วแต่อย่าลืมเข้าไปอ่านตอนที่แล้วด้วยนะครับถ้ายังไม่ได้อ่าน อันนี้ของผมตอนที่สองละ เดี๋ยวเนื้อหามันจะไม่ต่อเนื่อง
คราวที่แล้วผมได้พูดถึงความเป็นมาโดยคร่าวๆ ของลัทธิ druidism ไปแล้ว (แค่ความเป็นมา แต่ไม่ถึงกับเป็นประวัติ เดี๋ยวมันจะยาว) แล้วก็พูดถึงกฎของเหล่าดรูอิด วันนี้ผมเล่าต่อ โดยเริ่มจากแนวคิดของลัทธินี้ก่อน
แนวคิดและความเชื่อของ Druidism
ปกติพอพูดถึงความเชื่อเราก็มักจะนึกถึงเรื่องของศาสนาต่างๆ ซึ่งโดยมากผู้ศรัทธาก็จะยึดถือได้เพียงหนึ่งเดียว แต่ลัทธิดรูอิดนี้ไม่มีกฎเกณฑ์อย่างนั้นครับ แม้คนโดยทั่วไปมักจะตัดสินให้ druidsm เป็นพวกเพแกน (pagan - ผู้ที่ไม่นับถือพระเจ้าสูงสุด) แต่ก็มีดรูอิดบางคนที่ถือว่าตัวเป็นคาธอลิก
แน่นอนว่าฟังแบบนี้แล้วชาวคริสต์หลายๆ คนคงอยากจะตบกบาลแยก เพราะถ้าดรูอิดนับถือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าสูงสุดเขาก็ต้องเป็นเพแกน แต่ในแนวคิดของดรูอิดธรรมชาตินั่นแหละคือพระเจ้า ซึ่งแนวคิดแบบนี้ตรงกับแนวคิด Pantheism คือมองว่าทุกสิ่งคือพระเจ้า พระเจ้าคือทุกสิ่ง จะว่าไปแล้วลัทธิดรูอิดมีลักษณะใกล้เคียงกับปรัชญามากกว่าจะเป็นศาสนาจนดรูอิดบางคนไม่ยอมรับว่ามันเป็นศาสนาด้วยซ้ำ (หมายเหตุ druidism มีลักษณะที่ก้ำกึ่งระหว่าง Pantheism กับ Polytheism แบบแทบจะแยกจากกันไม่ออก ดังจะอธิบายต่อไป)
แล้วดรูอิดที่เป็นคริสตชนนั้นเป็นอย่างไร? คนเหล่านี้มีแนวคิดพื้นฐานและประกอบพิธีกรรมตามอย่างของดรูอิด แต่เขา (อ้างว่า) สามารถสัมผัสได้ถึงพระเจ้าในพิธีกรรมดังกล่าว ดังนั้นจึงนับถือพระเจ้าองค์เดียวกันกับคริสตชนทั้งหลาย และรับเอาแนวคิดของทั้งสองมาปฏิบัติร่วมกัน สำหรับพวกเขาแล้วคริสต์เป็นความเชื่อ และดรูอิดเป็นปรัชญาในการเข้าถึงความเชื่อนั้น
อย่างไรก็ดี พวก druidism จ๋าหลายๆ คนก็ไม่ยอมรับพวก "คริสเตียนดรูอิด" ว่าเป็นดรูอิดเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นชาวคริสต์หรือไม่ หากจะนับได้ว่าเป็นดรูอิดแล้วต้องมีแนวคิดดังต่อไปนี้ครับ
- ดรูอิดเชื่อว่ามีเทพเจ้าสถิตอยู่ในธรรมชาติ แต่เทพเจ้าเหล่านี้เป็นองค์เดียวกัน แยกจากกันไม่ได้

- ดรูอิดเชื่อว่าชีวิตประกอบไปด้วยร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ
- ดรูอิดเชื่อว่าคำพูดมีอำนาจในตนเอง
- ดรูอิดเชื่อว่าทุกสิ่งในธรรมชาติย่อมวนเวียนอยู่เป็นวัฏจักร
- ดรูอิดเชื่อในการเกิดใหม่ หรือการกลับชาติมาเกิด
- ดรูอิดเชื่อว่าตามปกติแล้ววิญญาณของแต่ละบุคคลจะอยู่ที่บริเวณศีรษะ
- ดรูอิดเชื่อว่ามิสเทล (Mistel/Mistletoe) เป็นพืชที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความสามารถในการปัดเป่าพิษและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ได้
- ดรูอิดเชื่อว่าต้นโอ้คเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นต้นไม้แห่งปัญญา (ที่จริงแล้วคำว่าดรูอิดมาจากรากศัพท์ว่า Drui ในภาษาแกลิค แปลว่าต้นโอ้ค)
- ดรูอิดเชื่อในการ "สมรสกับภูมิลำเนา" (ช้าก่อน ไม่ได้หมายความว่าคนเราสามารถป่ามป๊ามกับแผ่นดินได้ โปรดอย่าเพิ่งคิดเช่นนั้น เดี๋ยวจะอธิบาย)
- ดรูอิดเชื่อใน "เกช" (Geis หรือในรูปพหูพจน์ว่า Geasa อันเดียวกะที่เป็นชื่อเรื่องใน Code Geass นั่นแหละ)
นั่งนึกเป็นชั่วโมงก็นึกเพิ่มไม่ออกแล้ว ถ้าตกหล่นอะไรไปต้องขออำภัย
ทีนี้มาดูสิ่งที่น่าสนใจกันดีกว่า ข้อ 1. นี่น่าสนใจมากครับ ดรูอิดมีภาษิตอันหนึ่งกล่าวว่า "เทพเจ้าทั้งหลายล้วนเป็นองค์เดียว (All gods are one)" เพราะฉะนั้นแม้ดูภายนอกลัทธิดรูอิดจะเป็นพหุเทวนิยม (Polytheism) แต่ก็ยากที่จะตัดสินลงไปเช่นนั้น ดรูอิดจะไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกว่ากลุ่มของข้านับถือเทพแห่งแม่น้ำนะ กลุ่มของเอ็งนับถือเทพแห่งไฟ เพราะฉะนั้นเรานับถือเทพเจ้าคนละองค์ (แต่แนวคิดแบบนี้มีอยู่ในพหุเทวนิยมทั่วไป เช่นในกรีก หรือนอร์ส) ดรูอิดถือว่าไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ไฟ ขุนเขา สายลม ผืนดิน แสงสว่าง ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นเทพองค์เดียวกัน การบูชาเทพเป็นองค์ๆ ไปในทางพิธีกรรมเป็นเพียงบุคลาธิษฐานเพื่อระบุว่าตอนนี้กำลังทำพิธีเพื่อสรรเสริญ หรือขอความช่วยเหลือจากเทพในฐานะใดเท่านั้น เช่นหากตอนนี้กำลังแล้ง อยากขอลมฝน พิธีก็คงเป็นไปในนามเทพแห่งสายฝนมากกว่าเทพแห่งไฟ หรือเทพแห่งสงคราม เพราะตอนนี้ไม่ได้กำลังต้องการความร้อนแรงแต่อย่างใด
ข้อ 2. คาดว่าน่าจะชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว แนวคิดคล้ายๆ ใน Full Metal Alchemist ข้อ 3. ทำให้ดรูอิดให้ความเคารพกับคำพูดและยึดมั่นในคำสัตย์มาก และยังถ่ายทอดความรู้ผ่านทางมุขปาฐะเท่านั้นอีกต่างหาก ด้วยความที่ไม่ค่อยนิยมเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรนี่เองทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับดรูอิดในยุคโบราณมันถึงได้หายากเสียเหลือเกิน พี่แกเล่นท่องจำปากเปล่าอย่างเดียวเลย (ผมเลยต้องออกจากลัทธินี้ด้วยเพราะความจำไม่ค่อยดี
) ข้อ 4. - 5. ข้ามไปเพราะน่าจะเคลียร์อยู่แล้ว ข้อ 6. มีเกร็ดเล็กน้อยคือนักรบเคลต์สมัยก่อนหลังจากจับเชลยศึกได้มักตัดศีรษะหอบกลับบ้านไปด้วย ส่วนนึงเพราะไม่อยากให้วิญญาณศัตรูย้อนมาทำร้ายตัวเองในภายหลัง อีกส่วนคือยังอาจใช้วิญญาณที่อยู่ในหัวศัตรูมาใช้ประโยชน์ต่อไปอีก (ทางด้านอาคม) และเป็นวิธีการแสดงความเก่งกล้าของตัวเองได้จ๊าบมาก ยิ่งถ้าตัดศีรษะนักรบเก่งๆ หรือแม่ทัพนายกองฝ่ายตรงข้ามได้มันยิ่งเท่
ข้ามไปข้อ 9. เลยแล้วกัน ตามแนวคิดของพวกเคลต์นั้นผืนแผ่นดินเป็นเพศหญิงครับ กษัตริย์ผู้ครองเมืองเลยต้องเป็นเพศชาย จึงมีพิธีอภิเษกสมรสระหว่างกษัตริย์และเทวีผู้ให้ความอุดมสมบูรณ์บนผืนแผ่นดินนั้นขึ้น ซึ่งการสมรสอันศักดิ์สิทธิ์นี้ว่ากันว่าจะนำความอุดมสมบูรณ์และความสุขมาสู่ภูมิลำเนานั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องพระเจ้าอาเธอร์ กวินนีเวียร์ก็ถือเป็นบุคลาธิษฐานของแผ่นดินบริเตนอีกที เมื่อพระเจ้าอาเธอร์อภิเษกกับกวินนีเวียร์ก็ถือได้ว่าพระองค์สมรสกับแผ่นดินบริเตน ซึ่งถือเป็นแนวคิดเดียวกันกับข้อ 9. นี้แหละ
ข้อ 10. พูดถึงเกช ซึ่งถ้าจะต้องแปลผมก็คงแปลว่าพันธะสัญญา ซึ่งจะบอกว่าเป็นพร (bless) ก็ไม่ได้ เป็นคำสาป (curse) ก็ไม่ได้อีก เกชเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างบุคคลหนึ่งๆ กับโชคชะตาเข้าด้วยกัน ซึ่งผู้ที่ได้รับพันธะนี้จะได้รับโชคดีและอำนาจบางอย่าง แต่ก็จะมีเงื่อนไขตามมา หากทำผิดเงื่อนไขเมื่อใดก็จะได้รับเคราะห์ร้ายเป็นการตอบแทน ในบางครั้งการทำผิดเกชก็ส่งผลให้เสียชีวิตก็มี เงื่อนไขดังกล่าวอาจจะเป็นข้อห้าม หรือเป็นข้อกำหนดให้ปฏิบัติตามก็เป็นไปได้
งวดนี้ไม่รู้จะโชว์รูปอะไรดีแล้วครับ เอาเป็นรูป Druid Grove ก็แล้วกัน
Druid Grove อารมณ์ประมาณป่าละเมาะ เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของดรูอิด
รูปนี้จาก Liam's Pictures from Old Books ซึ่งหลุดลิขสิทธิ์ไปแล้วเลยถือเป็น public domain
เกร็ดแถมท้าย:
-
คราวที่แล้วผมลืมบอกไปว่าชุดคลุมของวณิพก วาเทส และดรูอิดจะแตกต่างกัน โดยวณิพกจะใส่ชุดคลุมสีฟ้า วาเทสสีเขียว และดรูอิดสีขาว
-
ชื่อดรูอิดที่โด่งดังที่ทุกคนน่าจะรู้จักคือเมอร์ลิน (ผู้ซึ่งใครๆ ก็เรียกขานเป็นพ่อมด แต่จริงๆ แล้วเมอร์ลินเป็นดรูอิด ไม่ใช่วิคคา) แถมว่ากันว่าเป็นดรูอิดคนสุดท้ายอีกต่างหาก
-
ดรูอิดไม่ได้ถือพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้นบวชเป็นดรูอิดแล้วก็แต่งงานมีลูกมีเมียได้
-
บทบาทของดรูอิดในสังคมสมัยนั้นค่อนข้างเหมือนอัศวินเจไดใน Starwars มาก ดูเหมือนจะเป็นนักบวช แต่บางคนก็เป็นนักรบด้วย ดรูอิดที่เป็นนักรบจะเป็นที่เคารพนับถือมาก แทบจะมีฐานะรองจากพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น และเวลามีข้อพิพาทอะไรกันดรูอิดก็จะทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยอีกต่างหาก เป็นทั้งนักบวช นักสู้ นักการทูตแบบนี้ เหมือนเจไดไหมล่ะครับ
PS เขียนตอนนี้จนจบแล้วผมเพิ่งสำนึกได้ว่ามันยังไม่ถึงครึ่ง! ท่าทางเรื่องนี้จะยาวแล้วล่ะครับท่านผู้อ่านที่เคารพ ไว้คราวหน้าผมจะมาเขียนเรื่องศาสตร์ทั้งเก้าที่ค้างคาไว้ตั้งแต่ตอนที่ 1 ก็แล้วกัน
